Articles EP.3: a, an, the เติมอะไรดี งงวุ้ย

Articles EP.3: a, an, the เติมอะไรดี งงวุ้ย

วันนี้จะมาต่อเรื่อง Article ให้จบ จะว่าไปแล้วเรื่องนี้เป็นเรื่องปราบเซียนค่ะ เพราะถึงรู้ ก็จะรู้สึกว่า "กรูงง" ตอนที่นำไปใช้หรือนำไปเขียนจริงๆ อยู่ดี จากประสบการณ์นะคะ 55+ แต่อย่าเพิ่งท้อใจไปค่ะ ในเมื่อฐานแน่นซะอย่าง ลีลาย่อมพริ้วไหวอย่างไรก็ได้เนอะ

หากอยู่ๆ คุณก็เพิ่งโผล่มา อย่าเพิ่งเลื่อนลงไปอ่านนะคะ นี่มันตอนที่ 3 สาลี่รู้ว่าคุณเทพ แต่ยังไงก็ขอเรียนเชิญให้ไปอ่าน Articles EP.1 และ Articles EP.2 ก่อนนะคะ (เชื่อเถอะ เรื่องนี้ มันเป็นเรื่องที่งงกันง่ายอยู่แล้ว) อ่าน Articles EP.1 คลิกที่นี่ อ่าน Articles EP.2 คลิกที่นี่ 

จำ KEYWORDS ต่อไปนี้ไว้ แล้วคุณจะใช้ 'the' ได้อย่างสบายใจยิ่งขึ้น 

1. "รู้จัก" ใช้ "the" นำหน้าคำนาม ที่เรา "รู้จัก" ต้องการชี้เฉพาะ (แปลไทยเป็นไทยว่า เรารู้ว่ากำลังพูดถึงนามตัวไหนอยู่) 
ลองสังเกตดูนะคะ
ก. I need a pen. ฉันต้องใช้ปากกาด้ามนึง (ใช้ a, an ไม่ชี้เฉพาะ = ปากกาด้ามไหนก็ได้ ขอให้เป็นปากกาแล้วกัน)
ข. I need the pen. ฉันต้องการปากกาด้ามนั้น (ใช้ the นำหน้าคำนามที่รู้ว่าเป็นอันไหน ชิ้นไหน -- ส่วนใหญ่มักพูดถึงกันมาแล้วในตอนต้นค่ะ)

***สิ่งที่จะงง --  "the" ไม่ใช่คำนามนะคะ แต่เป็นคำนำหน้านาม กริยาที่ตามด้านหลังไม่ใช่ผันตาม the แต่ผันตามคำนามที่อยู่หลัง the ต่างหาก Get Got Gotten ไหมคะ :)


2. "ดนตรีนั้นคือ...ชีวิต" --  ใช้ "the" กับเครื่องดนตรีนะคะ
The piano sounds better than the organ. แหม เสียงเปียโนมันช่างไพเราะเพราะพริ้งกว่าิส่งออร์แกนนะ (ที่รัก...organ ตรงนี้ไม่ได้แปลว่าอวัยวะนะคะ อึ๋ย...!)


3. "รายละเอียด" -- คำนามตัวไหน มีส่วนขยายตามมาอธิบายว่า คำนามนั้นมีลักษณะอย่างไร ใส่ "the" ไปที่หน้าคำนามตัวนั้นเลยค่ะ เพราะมันหมายความว่า รายละเอียดที่ให้มา ทำให้เรารู้จักคำนามคำนั้นแล้วยังไงล่ะคะ
The guy on that chair belongs to me. ฉันขอจองผู้ชายที่นั่งเก้าอี้ตัวนั้นนะยะ


4. "อันเดียวสิ่งเดียว เสียวโว้ย" -- สิ่งเดียวในโลก ใช้ the โล้ดค่ะ
แม้ The sun ลับนภา star ดับ
ตะวันลับ ขอบฟ้า หมดราศี
แม้ The moon สิ้นแสง แห่งราตรี
แต่ตัว me ยัง love you เพียงผู้เดียว


5. "เปรียบเทียบ" -- (1) การเปรียบเทียบขั้นสูงสุด-- ใช้ the นำหน้า adj หรือ adv ที่มีการเปรียบเทียบขั้นสูงสุดเสมอนะคะ (2) วลีที่ว่า the ขั้นกว่า, the ขั้นกว่า

(1)  Sali is the most beautiful woman in the (Alien) world. ^^
(2)  The more we read, the more we get. ยิ่งอ่านมาก ก็ยิ่งได้ความรู้มาก ชิมิ


6.  "เป็นที่ 1 ไม่ได้ไม่เป็น 2...ไม่เป็นรองรักใครเข้าใจไหม" -- ลำดับที่ทั้งหลาย เช่น first, second, third ใช้ "the" นำหน้าเท่านั้น
Piti won the first prize. ปิิติชนะรางวัลที่ 1 (อะไรอย่างนี้)

7.  "เหตุการณ์สำคัญ สถาบัน มูลนิธิ พรรคการเมือง ราชวงศ์ เรือ นามสกุล"ใช้ "the" นำหน้าให้หมดเลยนะคะ
The civil war = สงครามกลางเืมือง   The Chakkri Dynasty = ราชวงศ์จักรี

8. "พวกคนรวย...รวยเพราะทำจน  พวกคนจน...จนเพราะทำรวย" -- หากนำ 'the' ไปวางไว้หน้า Adjective เมื่อไหร่ มันจะแปลว่า พวก... นะคะ (ใครที่ไม่รู้ว่า Adjective คืออะไร กดเข้าไปอ่าน Part of Speech หน้าที่ของคำ เส้นเลือดใหญ่ในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษได้ที่นี่) 
เช่น The rich = พวกคนรวย  The poor = พวกคนจน เป็นต้นค่ะ 


มาลองสังเกตกันดูนะคะ


"the" + adjective
คำว่า incredible เป็น Adjective แปลว่า "ไม่ธรรมดา หรือ เหลือเชื่อ" 
สรุป หนังเรื่องนี้จึงเกี่ยวกับ ฮีโร่ พวกคนที่ไม่ธรรมดาและเหลือเชื่อทั้งหลายนั่นเองค่ะ 


ใช้ "the" นำหน้า คำนามคำว่า House 
เพราะมันมี "รายละเอียด" บอกว่าบ้านหลังไหน
หลังสุดท้าย (last) และหลังที่อยู่ทางซ้ายมือ (on the left) ด้วย 


ใช้ "the" นำหน้าคำว่า Tudors 
ซึ่งเป็นชื่อราชวงศ์ของอังกฤษค่ะ 
ตามกฎข้อ 7 ด้านบนเลย



ใช้ "the" นำหน้าคำว่า World
เพราะโลกของเรามีใบเดียวไงคะ ^^


คงจะพอเห็นแล้วว่า การใช้ "the" มีอะไรบ้างจากตัวอย่างที่สาลี่ยกมานะคะ
รวมทั้งเห็นด้วยว่า เขาใช้กันจริงๆ ตามหลักที่สาลี่บอกด้วย
ไม่ต้องรีบนะคะ ค่อยๆ จำทีละเล็กละน้อย
เดี๋ยวก็จะจำได้ขึ้นใจเอง

0

Articles EP.2: a, an the เติมอะไรดี งงวุ้ย

Articles EP.2: a, an the เติมอะไรดี งงวุ้ย 

ใครที่จู่ๆ ก็เผลอคลิกเข้ามา แล้วงงว่า อะไรฟะ อย่าเพิ่งงงค่ะ ย้อนกลับไปอ่านตอนที่ 1 ก่อนนะคะ จะได้ไปต่อได้แบบชิลชิล คลิกที่นี่โล้ด อ่านตอนที่ 1

จากตอนที่แล้ว ทุกคนรู้แล้วว่า a, an นั้นนำหน้าคำนามที่นับได้ และมีเพียง 1 หน่วย 1 ชิ้น 1 อัน หรือที่เราเรียกกันว่า "เอกพจน์" นั่นเอง คำนามที่นับไม่ได้ ก็ไม่ต้องไปใส่หน่วยให้มัน ไม่ต้องเติม a,an ข้างหน้ามันทั้งสิ้น คำนามที่นับไม่ได้อยู่เป็นรูปเอกพจน์เสมอ (ไม่ต้องเติม a,an และไม่ต้องเติม 's')

เช่น Love is all around. 

ความรักก็อยู่รอบๆ ตัวเรานี่แหล่ะ เห็นไหมคะว่า 'love' ไม่ต้องเติม 'a love' และไม่ต้องทำเป็นพหูพจน์ว่า loves เอาล่ะ! ถ้าเคลียร์ตรงนี้แล้ว ไปต่อกัน

เริ่มแรก เรามาดู Article "A, An" กันก่อนนะคะ คำนี้แปลว่าอะไรคะทุกคน :) 
คำนี้แปลว่า "หนึ่ง" แสดงว่า คำนามที่เราจะนำ a และ an ไปวางไว้ข้างหน้าได้นั้นต้องเป็นคำนามที่ "นับได้" ถึงเรียกได้ว่า 1,2,3, ปลาฉลามขึ้นบก 4,5,6 จิ้งจกยัดไส้ ..?!/#? ได้ นามไหนนับไม่ได้ แม้แต่ 1 ก็นับไม่ได้ "ใส่ a หรือ an ไม่ได้เด็ดขาดนะคะ"

หลักเกณฑ์การใช้ a,an

🥀🥀หลักข้อที่ 1: นำหน้านามนับได้ ที่มีเพียง 1 อย่างเท่านั้น และไม่เน้นว่าหมายถึงคำนามตัวไหน อันไหน 

เช่น "I am a guy who likes a guy." ฉันเป็นชายที่ชอบชายนะยะ ^^ 

guy นะคะ ไ่ม่ใช่ gay อ่านดีๆ นะเออ  คำว่า "guy /กาย/" เป็นนามนับได้ ประโยคนี้ไม่ได้เน้นว่าเป็นคนไหน :) แค่หมายถึงใครก็ได้ที่เป็นผู้ชายเท่านั้น ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นคนนี้ ... เท่านั้น

อีกสักหนึ่งตัวอย่าง I want a pen. ทำไมประโยคง่ายจัง แฮร่ๆ ประโยคนี้หมายความว่า ปากกาด้ามไหนก็ได้ สักด้าม เอามาเหอะ ฉันต้องการปากกา

แต่ถ้าสาลี่เปลี่ยน a เป็น the นะ มันจะมีเรื่องการชี้เฉพาะมาเกี่ยวข้องด้วย คือมันไม่ใช่ปากกาด้ามไหนก็ได้ละ แต่มันเป็นปากกาที่ผู้พูดกับผู้ฟังรู้กันอยู่ (อาจจะเคยพูดถึงปากกาด้ามนั้นมาก่อน หรืออาจจะเคยตบ ตี แย่งชิงปากกาด้านนั้นมาก่อน อร๊าย ปากกานะเธอ ไม่ใช่ผู้ชาย แย่งกันทำไมอ่ะ) ดังนั้น I want the pen. แปลว่า นี่ๆ ปากกาด้ามนั้นอยู่ไหนอ่ะ ฉันจะเอา โอเค เข้าใจนะ 

🥀🥀หลักข้อที่ 2: นำหน้าคำนาม ใช้ในการบอกเวลา หรือการวัด  

เช่น  I work five days a week. ฉันทำงาน 5 วันเลยนะเธอ 
(จริงแล้วอยากลา 5 ทำแค่ 2)

This new car runs 220 kilometers an hour. รถใหม่คันนี้วิ่งได้ 220 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเชียวนะ (อย่าถามความสมเหตุสมผลกับสาลี่นะคะ...อิอิ ไม่มีค้า)

🥀🥀หลักข้อที่ 3: นำหน้าคำนาม ที่เป็นตัวเลขหรือปริมาณ "hundred, thousand, dozen" 
เช่น จำเพลงนี้เลยค่ะ ง่ายดี "A hundred miles, a hundred miles, a hundred miles, ahundred miles, you can hear the whistle blows hundred miles" เพลงนี้ชอบมาก เป็นเพลงหากิน ทั้งหากินตอนสอนหนังสือและหากินตอนเลี้ยงลูก คลิกเพื่อฟังของจริง เพราะนะขอบอก คลิกเลยตรงนี้

🥀🥀หลักข้อที่ 4: ใช้ตามหลัง "rather, quite, many, half, what, such"

เช่น Jim is rather a fool. จิมนี่ค่อนข้างฉลาดน้อยนะ 
What a wonderful world! โลกนี่มันช่างน่าอัศจรรย์นัก (โครงสร้างแบบนี้ใช้กับประโยคอุทานนะคะ เดี๋ยวสอนในอนาคตค่ะ ไม่ต้องห่วง) มันเป็นชื่อเพลงค่ะ ถ้าอยากฟังเพลงนี้ คลิกที่นี่ค่ะ

🥀🥀หลักข้อที่ 5: ใช้ในโครงสร้าง "so, as, too, how + Adjective + a + คำนาม"  

เช่น  I have not seen so beautiful a girl before. ผมไม่เคยเห็นผู้หญิงสวยขนาดนี้มาก่อน 
This is too difficult test for beginners. นี่มันสุดยอดเคล็ดวิชาแห่งความยากสำหรับเด็กเกรียนนะเนี่ยะ (โอ๊ย ใครเอาอะไรมาปาหัวสาลี่นี่...แปลใหม่ก็ได้ นี่มันเป็นแบบทดสอบที่ยากเกินไปสำหรับผู้เริ่มต้น)

เอาล่ะ สาลี่ว่า เราฝึกวิชากันมาพอประมาณแล้ว อย่าหักโหมตัวเองเลยนะคะ ไว้เราเข้ามาเรียนตอนต่อไปกันใหม่อีกครั้งใน EP.3 สำหรับตอนนี้ ต้องไปรับลูกแล้ววววว ครั้งหน้า 'the' นะ 'the' เจอกันแน่ แน่ แน่


0

Articles EP.1: a, an, the เติมอะไรดี งงวุ้ย

Articles EP.1: a, an, the เติมอะไรดี งงวุ้ย 

ในภาษาไทย เราไม่ต้องมี Article /อ๊ารฺ-ติ-เคิ่ล/ (เขียนเส้นใต้พยางค์ไหน เน้นเสียงหนักพยางค์นั้นนะคะ) แต่ภาษาอังกฤษนั้นจำเป็นต้องมีค่ะ ว่าไปแล้ว ยังไงยังไงภาษาอังกฤษก็ยังดีกว่าภาษาฝรั่งเศส ที่ Article จะต้องเปลี่ยนไปตามเพศหญิงและเพศชาย ดูท่าพวกเขาจะให้ความสำคัญกับเรื่องเพศกันมากที่เดียว หึหึ  

คำว่า Article มี 2 ความหมายหลักค่ะ ความหมายแรก สาลี่รู้มาตั้งแต่อยู่ ป. 3 (มั้ง -- คิดว่าป. 1 เด็กไป ตอนนั้นรู้จักแต่สะสมสติ๊กเกอร์โดราเอม่อนแล้วเอาไปแลกของ 55+ ไร้สาระเน๊อะ) ส่วนความหมายที่สองนี่มารู้ก็ตอนอยู่ม.ปลายค่ะ แล้วทุกคนทราบไหมคะว่า ความหมายที่ 1 และความหมายที่ 2 ที่สาลี่พูดถึง คืออะไรกันบ้าง ^^"

ความหมายที่ 1:  คำนำหน้านาม ได้แก่ a, an และ the
ความหมายที่ 2:  บทความ, ข้อต่างๆ ในสัญญาหรือสิ่งของ (เวลาแปลดูที่บริบทหรือข้อความแวดล้อมนะคะ)


ตอนเด็กๆ ทุกคนอาจเคยเรียนมาว่า เมื่อเห็นคำนามที่ขึ้นต้นด้วย "a, e, i, o, u" ให้ใช้คำนำหน้านาม (article) "an" ไปเลย ซึ่งเป็นเรื่องที่ "ผิดมหันต์" ต่อแต่นี้ไปจำอะไรมา ลบออกไปให้หมดค่ะ จำใหม่ว่า "สิ่งสำคัญที่สุดในการเติม a และ an คือ "การฟังเสียง" เราต้องฟังเสียงเท่านั้น จึงจะได้คำตอบที่ถูกต้องที่สุด อย่าลืมว่า "สิ่งสำคัญ ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตา" 


ถ้าเสียงที่เราลองเปล่งออกมาเป็นเสียง "พยัญชนะ" หรือ Consonant    /ค้าน-ซะ-เนิ้นทฺ/ เช่น m /เมอะ/ t /เทอะ/ w /เวอะ/ หรือ y /เยอะ/ ที่มีเสียง ม.ม้า ท.ทหาร ว.แหวน หรือ ย.ยักษ์ นำหน้า และเมื่อมันเป็นคำนามนับได้ เราก็ใส่ "a" นำหน้าไปเลยค่ะ (มีเงื่อนไขว่าต้องมีจำนวนเดียว อันเดียว เพราะถ้ามีหลายอัน อย่าลืมว่าต้องเติม s,es เข้าไปท้ายคำนามนั้นด้วย ระวังเรื่องกฎการเติม s,es นะคะ) 
 แต่ในทางกลับกัน
ถ้าเสียงที่เราลองเปล่งออกมาเป็นเสียง "สระ" หรือ "vowel" /เว้า-เอิ้วลฺ/ สังเกตง่ายๆ เสียงเหล่านี้เวลาเปล่งออกมาจะไม่มีพยัญชนะนำหน้า ถ้าถอดเป็นคำอ่านภาษาไทย จะเป็นตัว อ.อ่าง ทั้งหมดค่ะ เช่น Ant อ่านว่า แอ้นท์ เสียงที่ออกมาเป็นเสียง อ.อ่าง หรือ hour อ่านว่า /อ้าว-เวอะรฺ/ ตัว H ไม่ออกเสียงค่ะ เพราะฉะนั้น  เท่ากับว่า คำว่า hour นี้ก็ออกเสียงนำหน้าด้วย อ.อ่าง เป็นเสียงสระค่ะ ดังนั้น คำนำหน้านามที่เติมคือ "an" นั่นเอง 


การเติม a กับ an จะต่างกับการเติม the ค่ะ (เรื่องนี้เป็นเรื่องที่่ "งง" ขั้นเทพ แม้แต่เทพยังงง รับรองเลย) ความแตกต่างระหว่าง "a, an" กับ "the

ก่อนที่จะมาเรียนรู้หลักเกณฑ์ เราต้องมาขอทำความเข้าใจร่วมกันก่อนค่ะว่า  

1.  เราจะเติม "the" ต่อเมื่อคำนามคำนั้้น เป็นสิ่งที่เรารู้กันอยู่แล้วหรือเคยพูดถึงกันมาก่อนจะเป็นเอกพจน์(มีแค่ 1) หรือพหูพจน์ (ตั้งแต่ 1 ขึ้นไป) หรือไม่ ไม่สำคัญค่ะ แต่คำว่า "a, an" นั้น นำหน้าคำนามที่เป็นเอกพจน์เท่านั้น และต้องเป็นคำนามที่กล่าวเป็นครั้งแรก หรือ กล่าวถึงเป็นการทั่วไปด้วย

2.  คำนามนับได้ที่เป็นเอกพจน์ (เช่น table, book, chair เป็นต้น) ไม่สามารถลอยหน้าลอยตาอยู่เดี่ยวๆ ได้ จะต้องมีคำนำหน้านามอยู่ข้างหน้าเสมอนะคะ โดยที่คำนำหน้านามนั้นอาจเป็น a, an, the, my, this, her อะไรทำนองนี้ก็ได้ค่ะ (ข้อสังเกตนี้เป็นประโยชน์กับการเขียนมากที่สุดในสามโลกนะคะ) แต่คำนามนับไม่ได้ อยู่ลอยหน้าลอยตาเดี่ยวๆ ได้นะคะ -_-" double standard สองมาตรฐานจริงๆ เฮ้อ! 

3.  คำนามนับไม่ได้เป็นเอกพจน์เสมอ (แปลไทยเป็นไทยว่า "เติม s/es ไม่ได้นะจ๊ะ" (จำไว้ว่า: แม้แต่ 1 มันยังนับไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น มันจะเป็นอะไรที่มากกว่า 1 ได้อย่างไร) คำนามนับไม่ได้ คือ สิ่งที่เมื่อแยกส่วนออกมาแล้ว มันก็ยังไม่แตกต่างไปจากเดิมค่ะ เช่น "นม" เมื่อเราแยกนมมา 1 หยด ไอ้ 1 หยดนั้นก็ยังเป็นนมอยู่ จริงไหมคะ ฉะนั้น มันก็เลยเป็นนามนับไม่ได้ค่ะ (วิชา กีฬาและนามธรรม ก็ = นามนับไม่ได้) เมื่อเทียบกับรถยนต์ เมื่อเราแยกส่วนมันออกมา   มันก็เป็นอะไรที่แตกต่างออกไปจากเดิม เช่น เป็นเศษเหล็ก เป็นเครื่องยนต์ เป็นต้น รถยนต์จึงเป็นนามนับได้จ้า 

🌀🌀🌀 เรื่องนามนับได้และนับไม่ได้นี้ จะไปส่งผลต่อเรื่องการใช้ determiners ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น few, little, much, many, less ด้วย และการทำคำนามเป็นพหูพจน์ การเติม s,es ด้วย เพราะฉะนั้นต้องทำความเข้าใจให้ได้ อย่าปล่อยผ่าน 🌀🌀🌀


4.  ***สำคัญมากค่ะ*** คำในภาษาอังกฤษส่วนใหญ่เป็นคำนามนับได้นะคะ (หมายความว่านามนับได้มีมากกว่านามนับไม่ได้) แต่บางครั้งคำนามนับได้เหล่านั้นก็สามารถใช้เป็นคำนามที่นับไม่ได้ ไ้ด้ด้วยเช่นกันค่ะ โดยมีเงื่อนไขว่า ความหมายที่สื่อนั้นต้องเป็นความหมายในเชิงนามธรรมค่ะ (จับต้องไม่ได้ ไม่เป็นชิ้นเป็นอันนั่นเอง) เช่น คำว่า fruit ในประโยคนี้ค่ะ "Fruit is good for you. แปลว่า ผลไม้(ทั่วๆ ไป) ดีกับคุณทั้งนั้นแหล่ะ" ดังนั้น ไม่ต้องงงนะคะ ทำไมบางครั้งคำนามนับได้ก็อยู่ลอยๆ ได้ โดยไม่ต้องมีคำนำหน้านามอยู่ข้างหน้า (ซึ่งจะขัดกับข้อ 2 ที่สาลี่อธิบายไปข้างต้น)

เห็นเปล่าละคะว่ามัน "ยาก" แต่วันนี้จำหลัก 4 ข้อนี้ให้ได้ก่อนแล้วกันนะคะ เดี๋ยวครั้งหน้าสาลี่จะพาลุยต่อว่าอะไรกันบ้างที่ใช้ "a, an" และอะไรกันบ้างที่ใช้ "the" นะคะ :)  รับรองว่าไม่ใช่เรื่องอนุบาลหมีควายแน่ๆ ค่ะ เอิ๊กๆ 


แบบฝึกหัก (เอ้ย หัด) จากที่สอนมาข้างต้น ลองทำแบบฝึกหัดดังต่อไปนี้

1. ..................... umbrella เติม Article อะไรดี ระหว่าง a, an, the, - (ถ้าจะให้เจ๋งอธิบายให้ตัวเองฟังด้วยนะว่าทำไม)
2. ..................... hour เติม Article อะไรดี ระหว่าง a, an, the, -
3. ..................... love เติม Article อะไรดี ระหว่าง a, an, the, -
4. ..................... unit เติม Article อะไรดี ระหว่าง a, an, the, -
5. ..................... unity เติม Article อะไรดี ระหว่าง a, an, the, -
6. ..................... university เติม Article อะไรดี ระหว่าง a, an, the, -


ลองทำดูนะคะ ข้อสอบทั้งนั้น 


0

Part of Speech "หน้าที่ของคำ" มันคืออะไร มันคือ "เส้นเลือดใหญ่" ในการเรียนภาษาอังกฤษ

Part of Speech "หน้าที่ของคำ" มันคืออะไร
มันคือ "เส้นเลือดใหญ่" ในการเรียนภาษาอังกฤษ

จะเรียนอะไรให้สำเร็จ ก็ต้องเข้าใจแก่นและภาพรวมของของสิ่งนั้นก่อนจริงไหมคะ หลายคนเรียนภาษาอังกฤษแบบหลงทาง คือไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นหรือจับต้นชนปลายอะไรที่ไหนดี วันนี้ถือว่า เราได้ทำบุญกันมาพอสมควร ธรรมะถึงได้จัดสรรได้เราได้มาเจอกัน วันนี้ถือเป็นวันดีที่เราจะได้เริ่มต้มจัดระบบทำความเข้าใจการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของเราใหม่ สาลี่การันตีได้เลยว่า หากทุกคนทำความเข้าใจกับ Part of Speech หรือหน้าที่ของคำอย่างถ่องแท้ ภาษาอังกฤษจะไม่ได้เป็นเรื่องยากสำหรับคุณอีกต่อไป

คนสัตว์ สิ่งของสถานที่ เราเรียกสิ่งเหล่านี้ว่า  a Noun
ไม่ว่าเป็น Mary, Peter, tigers, burger หรือ town

 หากจะเรียกแต่ชื่อคำนามก็คงจะเหนื่อยล้า เราจึงหันมา ใช้  Pronoun แทน
ฉันก็ I เธอก็ She พวกเขาก็ They ผู้ชายก็ He เพราะเขาน่ะแม๊นแมน

Adjective ใช้บรรยายทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นคำนาม
big, small, white, black, rich, poor, fast, calm

Verb นั้นใช้บอกการกระทำหรือบอกแอ๊กชั่น
ไม่ว่าจะ sit, walk, eat, drive, drink, beat, run

ส่วน Adverb ใช้บรรยายว่าเราทำแอ๊กชั่นหรือกริยานั้นอย่างไรดี
อาจจะ fast, slowly, gently, quietly, quickly หรือ completely

Preposition นั้นใช้เพื่อบอกตำแหน่ง แห่ง ที่ของสิ่งนั้นๆ
in the sea, on the table, behind the scene หรือ at the station

Conjunction ใช้เชื่อมคำ เชื่อมวลี เชื่อมประโยค เลยอุปโลกว่าเป็นดั่ง "สะพาน"
however, for, and, nor, but, or, yet, so โอ้โห!!!
 นี่คือคำสันธาน

ชนิดสุดท้ายเรียก Interjection
Shit, Oops, Ouch, Oh my, Oh George, Oh my God นี่คือคำอุทาน

เรียนรู้หน้าที่ของคำ ผ่านคำกลอนข้างต้น
สาลี่ก็ขอให้ทุกคนนั้นสุขสำราญ
ชะเอิง เอิงเอยยยยยยย

ทั้งนี้ ขอละ articles (a,an,th) และ determiners (this, that, those, these, any, some) ไว้เป็นอีกเรื่องหนึ่ง



เอาละค่ะ คราวนี้เป็นแบบฝึกหัด ไหนลองแยกซิคะ ว่าคำแต่ละคำในประโยคตัวอย่างเป็นคำประเภทใดบ้าง ใน 8 ประเภทที่สาลี่ร่ายคำกลอนไป (อ่านให้เป็นกลอนนะเออ) 

Oh look! A beautiful girl in the pink dress
and white hat danced on the floor happily.

Oh look! เป็นคำ >>>........

beautiful เป็นคำ >>>.......
girl เป็นคำ >>>.......
in เป็นคำ >>>.......
pink เป็นคำ >>>.......
dress เป็นคำ >>>.......
and เป็นคำ >>>.......
white เป็นคำ >>>.......
hat เป็นคำ >>>.......
danced เป็นคำ >>>.......
on เป็นคำ >>>.......
floor เป็นคำ >>>.......
happily เป็นคำ >>>.......
1

เคล็ดไม่ลับและเทคนิคการใช้ There is/ There are อย่างละเอียด

เคล็ดไม่ลับและเทคนิคการใช้ There is/ There are อย่างละเอียด 



สาลี่คิดว่าเมื่อทุกคนเห็นคำคำนี้ ก็จะนึกไปถึงว่าคำว่า "there" ที่แปลว่า "ที่นั่น ที่ตรงนั้น" ก่อนเพื่อน คนไทยน้อยคนนัก ที่จะทราบว่า "there is" และ "there are" ยังมีความหมายแปลว่า "มี มีอยู่" ด้วย เพราะคนไทยส่วนใหญ่ ชอบใช้โครงสร้าง ประธาน + V. to have ตลอด ราวกับว่า have สำหรับคนไทย แปลว่า "มี" เท่านั้น หลังจากวันนี้ไป เมื่อได้อ่านบทความนี้แล้ว จำเพิ่มอีกสักตัวนะคะ ว่า "there is" และ "there are" แปลว่า "มี มีอยู่" เช่นกัน เดี๋ยวลองยกตัวอย่างสัก 2 ประโยคให้เห็นภาพ
There are many cars on the street.
There is one bedroom in this house. 

เห็นไหมคะ เราไม่พูดว่า "Have many cars on the street." และไม่พูดว่า "Have one bedroom in this house." ฮั่นแหน่ ใครใช้อยู่รีบเปลี่ยนเลยนะคะ

ครอบครัวฉันมีกันอยู่ 5 คน ก็ไม่ต้องปล่อยไก่พูดว่า
😂 My family has (บางคนกริยาเป็นเอกพจน์บุรุษที่ 3 ที่ไม่ใช่ I กับ You ยังไม่เปลี่ยน have เป็น has เลยนะเออ) 5 members. ป๊าดดด พูดแบบนี้ มันไท้ ไทย ลองเปลี่ยนใหม่นะคะ เป็น 😁😁There are five people in my family.

ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ไม่อยากจะใช้ there is/there are คำถามคือ ไอ้เจ้าสองตัวนี้ มันเลือกใช้ยังไงกันละเนี่ยะ วันนี้สาลี่จะกระซิบบอกให้ พอรู้แล้วก็ไปกระซิบบอกคนอื่นๆ ให้รู้กันถ้วนทั่วด้วยนะคะ

หลักข้อที่ 1: จะเลือกใช้ there is/there are ขึ้นอยู่กับคำนามข้างหลังว่าเป็นเอกพจน์ (วิธีจำ ก็นึกถึง ไม้เอก มีเพียงหนึ่ง หนึ่งเดียวเท่านั้น) หรือพหูพจน์​ (พหูพจน์ คือ มากกว่า 1 ลองจับหูดิ๊ว่ามีกี่ข้าง มากกว่า 1 ข้างใช่ไหม) ถ้าคำนามที่เราจะกล่าวถึงมีหลายตัว ห้อยกันมาเป็นซีรีย์ ให้ดูที่คำนามตัวแรกสุด คำนามที่เราจะวางไว้ติดกับ there is/there are มากที่สุด

ถ้าคำนามที่เราจะกล่าวถึงมีเพียงอันเดียว สิ่งเดียว ก็เลือกใช้ there is ไปเลยค่ะ อย่าลังเล แต่ถ้าคำนามที่เราจะพูดถึงมีมากกว่า 1 มีหลายชิ้น หลายอัน ก็เปลี่ยนใจมาใช้ there are ได้ค่ะ ไม่ว่ากัน มาดูตัวอย่างกันนะคะ

อยากบอกว่าในห้องตอนนี้มีนักเรียนแค่คนเดียว นั่งรอแม่มารับอยู่
นักเรียนแค่คนเดียว ก็เป็นเอกพจน์ น่ะสิ มีคนเดียว สิ่งเดียว อันเดียว
ตัดสินใจเลือกใช้ there is ได้เลยค่ะ

There is a student in the room. He is waiting for his mom to pick him up.

เอ๊...แล้วถ้าอยากบอกว่า มีของกินมากมายอยู่ในตู้เย็นล่ะ จะพูดว่าอย่างไร เลือกใช้ there is หรือ there are ดี แหม ของกินมันมากมาย มันก็ต้องมากกว่า 1 ชิมิ เราก็พุ่งเป้าไปที่ there are ได้เลยงานนี้

There are many things to eat in the refrigerator.

✶✷✸✹✺ ดอกจันทร์เยอะขนาดนี้ คงสำคัญมากสินะ "ใช่ค่ะ ตรงนี้สำคัญมาก" เพราะหลักข้อ 1 นี้ คำว่า "เอกพจน์" (ที่เราจะเลือกใช้กับ there is นั้น) รวมไปถึง คำนามที่เราเรียกว่า "นามนับไม่ได้" ด้วย เพราะคำนามนับไม่ได้ มันจะเป็นเอกพจน์เสมอ (จำไว้ว่า: ในเมื่อนับไม่ได้ ก็นับเป็นหนึ่ง เป็นสอง เป็นสามไม่ได้ ชื่อมันบอกแล้วว่าเป็น "นามนับไม่ได้"

ส่วนใหญ่เป็นพวก "ฝุ่น ผง เส้น เมล็ด เม็ด ของเหลว" ที่ต้องนำมาชั่ง ตวง วัด บรรจุใส่ภาชนะ เช่น salt (เกลือ) milk (นม) และพวกคำนามที่มันเป็นนามธรรมทั้งหลายแหล่เช่น ความรัก (love) ความโกรธ (anger) จะดีที่สุดถ้าเวลาต้องเขียนอะไร ลองเปิดดิกชันนารีเช็คประเภทของคำดูนะคะ ว่าเป็นคำนามที่นับได้หรือนับไม่ได้ (ดิกชันนารีดีๆ กดเข้าไปที่นี่ค่ะ)

อธิบายซะยาว ขอสรุปอีกรอบว่า ถ้าคำนามที่เราจะใช้เป็นคำนามนับไม่ได้ ก็เลือกใช้ there is ได้เลยนะคะ เพราะคำนามนั้นเป็นเอกพจน์แน่นอน (นามนับไม่ได้ เป็นเอกพจน์เสมอ อันนี้ต้องจำ จำเลยนะ จำ จำ )

There is cream on the table.
There is milk in the bottle. 

ตรงนี้เข้าใจตรงกันนะคะ เพราะ  cream และ milk เป็นเอกพจน์ เพราะมันเป็นนามนับไม่ได้ไง (ย้ำอีกรอบ นามนับไม่ได้ เป็นเอกพจน์เสมอนะคะ)

ไปไปมามา อ่านบทความสาลี่แล้ว ก็ดูเหมือนจะเข้าใจ แต่พอมาเจอคำว่า "a lot of" นี่ ทำไมมัน "เงิบ" ไปเลย คำว่า a lot of เนี่ยะ จะใช้ there is หรือ there are ดี 

[คิดในใจ: a lot of มันเป็นเอกพจน์เปล่าฟะ มันนำหน้าด้วย 'a' นะเว้ย อีกแว๊บนึง ก็เถียงตัวเองว่า แต่ a lot of มันแปลว่า มากนะ มันใช้ there are ไม่ใช่หรอ]

ขอสาลี่เฉลยก่อนคนอ่านจะเครียดไปกว่านี้ ว่า หากเจอ a lot of ดูที่คำนามหลักที่เราจะใช้ ว่าเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์นะคะ เดี๋ยวลองดูที่สาลี่ไฮไลท์ในตัวอย่าง จะได้ไม่งง

There are a lot of things to do tonight.
There is a lot of dirt on your t-shirt. (dirt เป็นเอกพจน์ เพราะเป็นนามนับไม่ได้นั่นเอง เราก็เลือกใช้ there is ได้เลย)

อย่าลืมว่า "หลักข้อที่ 1" มีไฮไลท์ที่สาลี่มาร์กไว้ ซึ่งสำคัญมาก นั่นก็คือ หลักข้อที่ 1: จะเลือกใช้ there is/there are ขึ้นอยู่กับคำนามข้างหลังว่าเป็นเอกพจน์ (วิธีจำ ก็นึกถึง ไม้เอก มีเพียงหนึ่ง หนึ่งเดียวเท่านั้น) หรือพหูพจน์ (พหูพจน์ คือ มากกว่า 1 ลองจับหูดิ๊ว่ามีกี่ข้าง มากกว่า 1 ข้างใช่ไหม) ถ้าคำนามที่เราจะกล่าวถึงมีหลายตัว ห้อยกันมาเป็นซีรีย์ ให้ดูที่คำนามตัวแรกสุด คำนามที่เราจะวางไว้ติดกับ there is/there are มากที่สุด

เห็นไหมคะ ถ้าคำนามที่เราจะกล่าวถึงมีหลายตัว ห้อยกันมาเป็นซีรีย์ มากันเป็นชุด ก็ให้ดูที่คำนามตัวแรกสุด ซึ่งเป็นคำนามที่เราจะวางไว้ติดกับ there is/there are มากที่สุด

ลองมาดูตัวอย่างกันนะคะ (ตัวที่สาลี่ไฮไลท์สีส้ม เป็นตัวคำนามหลักที่อยู่ใกล้ there is/there are ที่สุด ไม่ต้องไปสนใจคำนามตัวอื่น) 

There is a spoon and a fork on your plate.
There is a notebook, a pencil and a lamp on your table.
There is a lot of dirt and pebbles on your clothes.


There are spoons and a fork on your plate.
There are pencils, a notebook and a lamp on your table.
There are pebbles and dirt on your clothes.


เห็นไหมคะ แม้จะมีคำนามที่เป็นเอกพจน์ (มี a นำหน้า เช่น a fork, a notebook, a lamp) อยู่ในประโยคด้วย แต่เราก็ไม่ต้องสน ไม่ต้องแคร์ สนใจแต่เฉพาะ คำนามที่อยู่ใกล้กับ there is/there are มากที่สุดเท่านั้นพอ !!!

ยัง ยังไม่จบ !!!
แล้วถ้า เราจะบอกว่าไม่มีล่ะ ใช้ยังไงดี 
ก็ใช้โครงสร้าง "There is no + noun (เอกพจน์หรือนับไม่ได้)." หรือ "There are no + noun (พหูพจน์)." จำง่ายๆ ว่า "no" มีหน้าที่ของคำเป็นคำคุณศัพท์ (adjective) ใช้ขยายคำนาม จึงเอาวางไว้หน้านาม


There is no reason to say no. ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องปฏิเสธ
There is no need to study on Saturday. ไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องเรียนในวันเสาร์ 

There is no milk in the refrigerator. ไม่มีนมในตู้เย็นเลย 
There are no bottles of milk in the refrigerator. ไม่มีสักขวดในตู้เย็น
There are no pens on the desk. ไม่มีปากกาสักด้ามบนโต๊ะ

There are no blankets to use. ไม่มีผ้าห่มใช้สักผืน

แต่เมื่อเรามี "much/many/any" มาขวางทางอยู่ เราจะไม่ใช่โครงสร้าง "there is no/ there are no" อีกต่อไป แต่เราจะเปลี่ยนนิดนึง เป็น "there is not/ there are not" จำง่ายๆ ว่า "not" มีหน้าที่ของคำเป็นคำวิเศษณ์ (Adverb) มีความสามารถในการใช้ขยาย adj, adverb ได้ (much/many เป็น  adverb ส่วน any เป็น determiner นำหน้าคำนามเพื่อบ่งเฉพาะ ก็ถือว่าเป็นหนึ่งใน adj เช่นกัน) เช่น 

There is not much traffic now.
There is not much money left.
There are not many differences between A and B.
There are not many opportunities for the poor.

There are not any tables in the room. 

✪✪✪รู้ใช่ป่ะ ว่า much ตามด้วยนามนับไม่ได้ (เอกพจน์เสมอ) แต่ many ตามด้วยนามนับได้ (เป็นพหูพจน์) 

หลังจากอ่านแล้ว มีความสงสัย ความงง ความก๊ง อย่างไร อย่าลืมกดพิมพ์มาบอกสาลี่บ้างนะคะ ^^ อย่าลืมช่วยกดไลค์และกดแชร์กันด้วยน้า 

0