How much กับ How many ใช้ยังไง มา...แม่สาลี่จะบอกให้

วันนี้ขออุทิศเวลาในการเขียนบทความนี้ให้กับ How much และ How many ขอให้ทั้งสอง Rest in Peace (ไปสู่สุขคติอย่าได้มาทำให้คนเรียนภาษาอังกฤษแบบเราๆ ท่านๆ งงกันอยู่เลย สาธุ)

แม้ว่าทั้งสองตัวจะแปลว่า “เท่าไหร่ (ถามจำนวน)” เหมือนกัน แต่ความไม่เหมือนกันก็พอมีอยู่ เช่น เราใช้ How much + นามที่นับไม่ได้ แต่เราจะใช้ How many + นามที่นับได้

แล้วนามที่นับได้กับนับไม่ได้คืออะไร ตรงนี้อาจต้องเปิดพจนานุกรมตรวจสอบด้วย แต่สาลี่ก็พอมีหลักในการจำง่ายๆ มาฝากกัน เมื่อตอนวัยรุ่นสมัยเรียนมัธยมปลาย เวลาเรียนแกรมมาร์เราก็ต้องหาหลักการจำ ว่าอะไรฟะที่นับได้และอะไรที่นับไม่ได้
จึงพอได้หลักมาประมาณนี้ (ตั้งใจอ่านดีๆ นะคะ ปิดไลน์ก่อน เดี๋ยวไม่มีสมาธิ)
“คำนามอะไรที่โยนไปให้มันแตกเป็นเสี่ยงๆ หรือทำลาย หรือนำมาแยกชิ้นส่วนแล้ว เราไม่รู้เลยว่ามันเป็นอะไรมาก่อน สิ่งนั้นคือนามนับได้"
ขอยกตัวอย่างประกอบ เช่น แก้วน้ำ เมื่อมันแตก เราเห็นเพียงเศษกระจก ไม่รู้เลยว่ามันเป็น “แก้ว” มาก่อน A glass is a countable noun. แก้วจึงเป็นนามนับได้

แว่นตา เมื่อปาแรงๆ ให้มันแตก (อาจจะเพราะโมโหใครก็ตาม) อัยยะ เราอาจเห็นเพียงขาแว่น เลนส์แว่น แต่มันไม่ใช่แว่นตาอีกต่อไป ดังนั้น แว่นตา จึงเป็นนามนับได้ Eyeglasses are countable nouns.

น้ำ เมื่อสาดออกไปแรงๆ แต่น้ำก็ยังเป็นน้ำอยู่ดี อย่างนี้ น้ำคือนามนับไม่ได้ Water is an uncountable noun.

ความรัก ไม่ว่าจะทำยังไง ยังไง จะแบ่งความรัก ไปให้กิ๊ก ให้เพื่อน ให้ใครยังไง ความรักก็ยังเป็นความรักอยู่ดี อย่างนี้ ความรัก (love) คือ นามนับไม่ได้ Love is an uncountable noun.
การถามจำนวนโดยใช้ How much และ How many จึงต้องดูว่า คำนามหลักที่ต้องการจะถามจำนวนนั้น เป็นนามนับได้ หรือ นามนับไม่ได้
วันนี้สาลี่ขอนำคำที่สับสนกันมากมายมาประดับไว้ในบทความนี้นะคะ คำนั้นคือคำว่า time และ times

Time แบบไม่มี ’s’ ตามหลัง แปลว่า “เวลา” จำไว้เลยนะคะ เวลา เป็นนามนับไม่ได้ คำนามนับไม่ได้ เป็น “เอกพจน์” เสมอ คือ เติม ’s’ ไม่ได้นั่นเอง เวลาจะถามว่า มีเวลาเหลือเท่าไหร่ จึงต้องถามว่า

How much time do I have left?

ใช้ How much นะคะ ไม่ใช้ How many

ส่วนคำว่า Times ที่เติม ’s’ จะแปลว่า ครั้ง (1 ครั้ง 2 ครั้ง 3 ครั้ง...เรื่อยไป) Times ที่เติม ’s’ แบบนี้ เป็นนามนับได้ ถ้ามีจำนวนครั้งมากกว่า 1 จึงต้องเติม ’s’ หลังคำว่า time ดังนั้น เมื่อต้องการถามว่า กี่ครั้ง จึงต้องถามแบบนี้

How many times did you try to pass this exam? นี่ๆ เธอต้องสอบกี่ครั้งอ่ะ ถึงจะผ่าน

ว่าแล้วก็นึกไปถึงเพลงสมัยคุณแม่ยังสาวเพลงหนึ่ง ชื่อว่า “Blowin’ in the wind” ของ Bob Dylan ลองมาอ่านเนื้อเพลงกันดูค่ะ อ่านแล้ว วิเคราะห์แล้ว คิดว่าทุกคนคงพอเห็นแนวทางการใช้ How much และ How many กันแล้วนะคะ

How many roads must a man walk down
Before you can call him a man?
How many seas must a white dove sail
Before she sleeps in the sand?
Yes, how many times must the cannon balls fly
Before they're forever banned?
The answer my friend is blowin' in the wind
The answer is blowin' in the wind.

Yes, how many years can a mountain exist
Before it's washed to the sea?
Yes, how many years can some people exist
Before they're allowed to be free?
Yes, how many times can a man turn his head
Pretending he just doesn't see?
The answer my friend is blowin' in the wind
The answer is blowin' in the wind.

Yes, how many times must a man look up
Before he can really see the sky?
Yes, how many ears must one man have
Before he can hear people cry?
Yes, how many deaths will it take till he knows
That too many people have died?
The answer my friend is blowin' in the wind
The answer is blowin' in the wind.


ขอตบท้ายด้วย คลิปการสอน How much vs. How many ของสาลี่เองที่เคยสอนไว้นมนานกาเลแล้วค่ะ หวังว่าคงเป็นประโยชน์กับทุกคนนะคะ



ขอบคุณที่แชร์ ขอบคุณที่บอกต่อ ขอบคุณทุกๆ กำลังใจ
ขอบคุณที่สนับสนุนและอยู่เป็นเพื่อนกันต่อไปนะคะ ^^
0

เจ้าหอยทากนะ เจ้าหอยทาก ...อธิบายลูกยังไงดีหว่า


เมื่อเช้านี้มีคุณแม่ท่าหนึ่งสอบถามสาลี่มาว่า “พอดีช่วงนี้มีหอยทากเยอะ อยากจะบอกลูกว่ามันไม่มีพิษ ไม่รู้จะใช้คำไหนดีค่ะ”

ก่อนอื่น ขอบอกไอเดียในการอธิบายคำว่า “หอยทาก” ให้คุณพ่อคุณแม่ทราบก่อนนะคะ หากเห็นหอยทาก อย่าพลาดที่จะให้ลูกได้สัมผัส หรือหยิบเจ้าหอยน้อยนั้นขึ้นมา (หยิบมาอย่างเดียว อย่าตืบมันนะคะ สงสารมัน เด็กบางคนกลัว แล้วสัญชาติญาณในการป้องกันตนเองพุ่งกระฉูด เหยียบเลยค่า ห้ามไม่ทัน ><“)

พูดกับลูกเลยค่ะว่า “That is a snail. It’s a small and soft animal. It moves very slowly. You can see a hard round shell on its back.” เพียงเท่านี้คุณพ่อคุณแม่ก็อธิบายลูกให้เข้าใจได้ง่ายๆ แล้ว 



แน่นอนว่า ในคำอธิบายนั้น เราสามารถให้ลูกใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าในการเรียนรู้ได้ เช่น

เมื่อพูดถึง small ก็ชี้ให้ลูกเห็นถึงสิ่งที่ big เช่น an elephant เป็นต้น (ให้ลูกคิดเองจะดีที่สุด ถามว่า Can you think of something big?)
เมื่อพูดถึง soft ก็ชี้ให้ลูกเห็นถึงสิ่งที่ hard เช่น a wall เป็นต้น ให้ลูกเขกกำแพงเลยค่า ดูซิจะเห็นความต่างหรือไม่  
เมื่อพูดถึงการเดินช้า slowly ก็ชี้ให้ลูกเห็นถึงสิ่งที่ fast เร็วกว่า เช่น a car, a bird เป็นต้น 
เมื่อพูดถึง round ก็หาวัตถุกลมเกลี้ยงให้ลูกได้จับ ได้สัมผัส 

เพียงเท่านี้ ด้วยการอธิบายคำว่า snail ตัวเดียว ได้ศัพท์และการเรียนรู้เพียบค่ะ

ต่อมา มาพูดกันถึงคำว่า “ไม่มีพิษ” เราก็ไม่ต้องไปคิดแปลคำต่อคำ คนไทยมักติดนิสัยชอบแปล"คำตอบคำ” ดังนั้น เวลาที่เรานึกถึงคำว่า “มีพิษ” ไม่ออก เราก็จะนึกถึงคำอื่นไม่ออกเลย ซึ่งจริงๆไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนั้นค่ะ

หากเราคิดถึงคำว่า “มีพิษ” ไม่ออก ก็พูดได้นินาว่า You can touch it. It’s safe. หรือ You can touch it. It will not hurt you

แต่ถ้านึกถึงคำว่ามีพิษออก ก็ใช้ได้ว่า You can touch it. It is not poisonous.

เห็นไหมคะ ว่าเราสามารถใช้คำศัพท์ง่ายๆ อธิบายลูกได้ ขออย่างเดียว คุณพ่อคุณแม่ต้องฝึก ฝึกอธิบายๆ และใช้ดิกอังกฤษอังกฤษบ่อยๆ จะทำได้เองค่ะ

-----------------------------
ขอโฆษณาเว็บดีๆ ของสาลี่สักครู่
ความรู้มีอยู่เพียบ ทั้งฟรีและไม่ฟรี
(มีคลาสเรียนสำหรับคุณพ่อคุณแม่ด้วยนะคะ เริ่มต้นที่ 2,500 บาท เรียนจากที่ไหนก็ได้ในโลกนี้ สุดยอดไหมล่ะคะ)
สามารถเข้าไปเรียนรู้กันได้ตลอด 24 ชม. ที่ www.mommysali.com

0

ว่าด้วยเรื่องของ "การขึ้นลงบันได"

เช้าวันนี้มีคุณแม่สอบถามสาลี่มาว่า 
"แม่สาลี่คะ  ถ้าจะบอกว่า
1.ก้าวขึ้นบันไดดีๆๆ
2.เหยียบบันไดทีละขั้น
3.อย่ากระโดดที่บันได
4.เดินลงบันได จับราวด้วยครับ จะพูดอย่างไร”



วันนี้เลยเอาประโยคเหล่านี้มาให้ดู เผื่อเป็นทางเลือกค่ะ เช่นเดียวกับที่สาลี่เคยบอกไปแล้วว่า 

ประตูทางเข้าบ้านมีมากกว่า 1 ประตูฉันใด การสื่อความหมายของเรา ก็ย่อมสื่อหรือพูดได้มากกว่า 1 รูปแบบฉันนั้น 

1. Step up carefully.
2. Go up the stairs “step by step”.
3. Don’t jump while going up the stairs.
4. Hold the handrails to make sure that you will not fall down.

แถมให้อีกหนึ่งประโยค นั่นคือ “ห้ามถืออะไรในมือตอนขึ้นบันใด”
Don’t hold/carry anything in your hands while walking up the stairs.
Don’t hold/carry too many things in your hands while walking up the stairs. 


ลองนำไปใช้กันดูนะคะ ได้ผลอย่างไรมาบอกสาลี่บ้างนะคะ  
0

สอนคำว่า 'dream' ลูกยังไง (แบบไม่ต้องแปลไทยกำกับ)

คุณแม่ท่านหนึ่งถามสาลี่มาว่า “ครูคะ ถ้าเราจะสอนคำว่า ‘dream’  รบกวนขอไอเดียสอนเด็กเล็ก ที่เข้าใจง่ายๆ ทีค่ะ”

ถ้าสาลี่จะสอนคำสักคำให้ลูก สาลี่จะคิดก่อนว่า
(1) สาลี่จะสอนโดยใช้เชื่อมโยงกับประสาทสัมผัสอะไรดี
(2) คำๆ นั้น เกิดได้จริงในเวลาใด บริบทใดที่ควรพูด
(3) คำๆ นั้นมีคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องอะไรบ้าง 



ด้วย 3 ขั้นตอนนี้ จะช่วยให้งานของพวกเราง่ายขึ้นค่ะ ขอยกตัวอย่างประกอบให้ชัดเจนขึ้นในกรณีของคำว่า ‘dream’

(1) ประสาทสัมผัสที่สาลี่จะใช้ ระหว่างการดู การฟัง การสัมผัส การดมกลิ่น การลิ้นรสและการกระทำ สาลี่จะเลือกการดู (ดูสีหน้าท่าทางในการอธิบายของเรา) และการฟัง (ฟังเสียงของเรา ฟังคำศัพท์ที่เราเลือกมาใช้ตอนอธิบาย)

 (2) คำว่า dream เกิดได้จริงหลายเวลาและหลายบริบท ได้แก่ บริบทความฝันในอนาคต อยากเป็นหมอ อยากเป็นดีไซน์เนอร์ เป็นต้น หรือ ความฝันแบบฝันตอนนอนหลับเมื่อคืน สำหรับอธิบายลูก สามารถเลือกได้ทั้ง 2 กรณีค่ะ เวลาและบริบทที่เราเลือก จะมีประโยชน์อย่างยิ่งกับการอธิบายคำว่า dream ของเรา เดี๋ยวจะกล่าวถึงต่อไปในบทความนี้ค่ะ

และ (3) คำว่า dream มีคำศัพท์ใดๆ ที่เราเอามาใช้ได้ง่ายๆ บ้าง สาลี่นึกในใจได้หลายคำ ดังนี้ค่ะ image/picture (รูปภาพ), sleep (นอน), want (ต้องการ), think (คิด), eyes (ตา), head (หัว), thought (ความคิด), mind (ใจ)

เมื่อเราวิเคราะห์แล้ว (คุณพ่อคุณแม่ต้องวิเคราะห์คนเดียว ทำบ่อยๆ จะคล่องขึ้น จะมีเทคนิคมากขึ้น) วิธีอธิบายของสาลี่ มีดังนี้ค่ะ

1. กรณีแรก dream แปลว่า ความฝันที่ต้องการทำเมื่อโตขึ้น ฝันอยากทำอะไร
ดูนะคะ สาลี่จะพูดแบบนี้

When you grow up/ when you are bigger and taller, what would you like to do?

Do you want to be a doctor? Do you want to be a singer? Do you want to be a teacher?

Ahhhhh…you want to be a doctor. That means your dream is to be a doctor!

หรือ Ahhh….you want to be a singer. You dream of/about being a singer!

พูดแบบนี้บ่อยๆ เน้นเสียงคำว่า dream ไม่ต้องแปลเป็นไทย ลูกจะเข้าใจได้เองจากบริบทค่ะ ^^ ลองดูนะ

หมายเหตุ dream ใช้เป็นคำนามก็ได้ คำกริยาก็ได้ค่ะ

2. กรณีที่สอง dream แปลว่า ฝันถึง ภาพที่เกิดขึ้นขณะนอนหลับ
สาลี่จะเลือกเวลาเมื่อลูกตื่นนอน ถามไปก่อนเลยว่า
Did you have a good sleep? Did you have a nice dream?

When we are sleeping/ when we close our eyes and go to sleep, we can see image(s) in our head/mind.

If you see toys in your mind while you are sleeping, that means you dreamed about the toys. That’s a good dream.

If you see ghosts or sharks while you are sleeping, that means you dreamed about ghosts and sharks. That’s a bad dream.

So, did you have a good or bad dream last night?

และนี่ก็คือตัวอย่างของการอธิบายลูกด้วยการพูดคุยกับลูกอย่างง่ายๆ แบบไม่ต้องแปลเป็นไทยค่ะ หวังว่าคงเป็นประโยชน์นะคะ

-------------------------------------------
หากมีเวลา แวะเข้าไปชมเว็บไซต์สาลี่ได้ค่ะ ที่ www.mommysali.com
ชมรายละเอียดคลาสเรียนสำหรับคุณพ่อคุณแม่ได้ที่ http://www.mommysali.com/p/blog-page_94.html
ดูตัวอย่างการสอนลูกๆ ของสาลี่ได้ที่ http://www.mommysali.com/p/blog-page_8.html
เรียนฟรีได้ที่นี่ http://www.mommysali.com/p/blog-page_33.html
0

เมื่ออายุมากขึ้น ขอให้ทำตัวแบบนี้ (บทความเพื่อสุขภาพดีๆ อ่านแล้วรีบทำตามเลย)

ใจจริง สาลี่ทำเว็บไซต์นี้ขึ้นมาด้วยใจที่อยากจะแชร์ประสบการณ์ ทัศนคติที่ถูกต้อง และเทคนิคในการสอนลูกพูดอังกฤษกับคุณพ่อคุณแม่ทุกท่าน

กระนั้น เมื่อมีอะไรดีๆ ที่แม้จะไม่ได้เกี่ยวกับการสอนลูกพูดอังกฤษแต่ก็อยากนำมาแชร์ด้วยค่ะ ขอให้เราอยู่ร่วมกันแบบกัลยาณมิตรแบ่งปันความเห็นกันอย่างละมุนละม่อมนะคะ

#หาแรงบันดาลใจ #ออกกำลังกายกัน #สุขภาพดี #การใช้ชีวิต #ห่างไกลจากโรค #หมอที่ดีที่สุดคือตัวเราเอง
——

> เมื่ออายุมากขึ้น ขอให้ทำตัวแบบนี้ <



1.ทำตัวเหมือนหมากรุก
คือจะลุก จะยืน จะเดิน จะนั่งคิดดีๆ เดินช้าๆ ค่อยๆคิด ค่อยๆเดิน อย่าพรวดพราด ล้มลุกคลุกคลานขึ้นมา ไม่ได้ล้มแค่เราคนเดียว มันล้มทั้งกระดาน เสียกระบวนไปทั้งบ้าน

2.กินอยู่เหมือนพวกตีนแมว
คือกินเหมือนย่องเบาอ่ะครับ กินช้าๆ ค่อยๆกิน กินทีละน้อยๆ กินเบาๆ กินบ่อยได้ แต่อย่ากินเยอะ อย่ากินมูมมามเหมือนนักการเมืองบางคน กินแบบตะกละมูมมาม พาลสำลัก สำรอก ไอโขลกขลาก ขึ้นปากขึ้นจมูกไปโน่นเลย

3.นอนเหมือนเมาเห็ด
อายุมากแล้วต้องนอนให้พอ หลับให้สนิท อย่าคิดมากจนนอนไม่หลับ รู้สึกง่วงก็ให้นอน โดยเฉพาะกลางคืนนอนอย่าให้เกินสี่ทุ่ม กลางวันถ้ารู้สึกง่วงให้หาเวลาหลับสักสิบห้านาที หรือครึ่งชั่วโมง จะสดชื่นขึ้นเยอะ

4.ออกกำลังกายให้เหมือนติดฝิ่น
คือออกกำลังกายจนเสพติด เหมือนติดฝิ่น วันไหนไม่ได้ออกกำลังกาย ไม่ได้เอาเหงือออก จะรู้สึกหงุดหงิด ครั่นเนื้อครั่นตัว อะไรทำนองนั้นเลย แล้วเราจะเป็นคนสูงอายุที่สุขภาพเราจะแข็งแรง

5.บินออกจากรังให้เหมือนนก
นกที่นอนอยู่กับรังเป็นนกที่กำลังกกไข่ เราอายุปูนนี้แล้วจะเอาไข่ที่ไหนมากก ไอ้ไข่ที่มีก็ไม่มีโอกาสฟักเป็นตัวแล้ว รีบบินออกจากรังเหมือนนก เมื่อยังบินไหว อย่านั่งจับเจ่าอยู่กับบ้านทีังวันทั้งคืน ทั้งที่ยังบินได้ จนกลายเป็นคนติดเก้าอี้ ติดเตียงไป
จะบินไปใกล้ ไปไกล ขอให้บินออกไปบ้าง ยิ่งไปเที่ยวต่างจังหวัด ต่างประเทศได้ยิ่งดีเลย คนที่ได้ไปเที่ยวไกลๆจะเป็นคนสดชื่นไม่เหี่ยวเฉาเหงาตาย เหมือนพวกติดเตียง ไม่นานก็กลับบ้านเก่า

6.ให้อารมณ์เหมือนกิ่งไม้ไหว
ไหวพริ้วไปตามลมบ้าง นิ่งบ้าง เงียบบ้าง บางครั้งสูญเสีย ไม่ได้ดั่งใจบ้าง ก็ให้เข้าใจได้ว่า มันเป็นกฏของธรรมชาติ ที่ย่อมเกิด ตั้งอยู่ และดับไปนั่นเอง เหมือนเวลากิ่งไม้หัก ไม่เห็นมันร้องไห้ฟูมฟาย เสียอกเสียใจ แต่มันจะรีบงอกกิ่งใหม่เพื่อฟื้นฟูตัวเองขึ้นมาทดแทนให้เร็วที่สุด เราเองก็เช่นกัน เมื่อถึงเวลาสูญเสียสิ่งใด ก็ต้องเข้าใจมันให้เร็วที่สุด เอาธรรมะที่เป็นธรรมชาติมาทดแทนความไม่เข้าใจเมื่อครั้งในอดีต แล้วชีวิตในบั้นปลายก็จะมีความสุข ด้วยความเข้าใจธรรมะ ที่เป็นธรรมชาติ ของความเป็นธรรมดานั่นเอง

ดร.พนม ปีย์เจริญ
8:5:2018
0

คำว่า "Aquarium" จะอธิบายจากอังกฤษเป็นอังกฤษให้ลูกเข้าใจได้ง่ายๆ อย่างไรดี

ตอน 14: "aquarium" จะอธิบายให้ลูกเข้าใจได้ง่ายๆ อย่างไรดี aquarium /เออะ เควเออะ เรียม/ ***เป็นคำนามนับได้*** เวลาอธิบายให้บอกว่า An aquarium is a tank of water in which live fish and other sea animals or plants are kept. /แอนดฺ เออะ เควเออะ เรียม อิซฺ เอะ แท้งคฺ ออฟฺ ว้าเดอรฺ อินฺ วิชฺ ไลฟฺ ฟิชฺ แอนดฺ อาเธฺอรฺ ซี แอ้เนอะมอลสฺ ออรฺ แพลนทฺสฺ อารฺ เค็บทฺ/

***หวังว่าบทความนี้จะเป็นแนวทางให้คุณพ่อคุณแม่นำไปจดจำ (ทำความเข้าใจ) และประยุกต์ใช้ในการพูดคุยหรืออธิบายคำศัพท์ต่างๆ ให้ลูกของพวกเราฟังได้ "โดยไม่ต้องแปล" อย่าลืมว่า เวลาสอนลูก ให้เน้นการพูดคุยบ่อยๆ โดยไม่ต้องแปลนะคะ คุณพ่อคุณแม่แต่ละคนอาจมีเทคนิคการสอนศัพท์ที่ไม่เหมือนกัน สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ได้อ่านไปนั้นคือวิธีการอธิบายแบบขยายความ เพื่อหลีกเลี่ยงการสอนแบบแปลเป็นภาษาไทย (แบบจับคู่คำ) ให้ลูก *** ขอฝากคอร์สเตรียมความพร้อมสุดคุ้มใ้ห้กับคุณพ่อคุณแม่ค่ะ 36 ครั้ง/990 บาท (พร้อมตรวจการบ้าน) สนใจ Line มาสอบถามสาลี่นะคะ (LINE ID: mommysali) #สอนลูกพูดอังกฤษ #Englishwithmommysali #Mommysali #howtoteachyourkids #สองภาษา #เด็กสองภาษา
0

Peppa Pig ทำให้เราเก่งอังกฤษได้ขนาดไหน เข้ามาดูกันเลย

🌼🌼🌼 เคล็ดไม่ลับ ในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษจากคลิปวิดีโอที่จะทำให้เกิดประสิทธิผลมากที่สุด เราเรียนรู้อะไรจาก Peppa Pig ตอนที่ 1/2 และ ตอนที่ 2/2 (มาแล้วจ้า 🔊🔊🔊) หากคุณพ่อคุณแม่ ต้องการเรียนภาษาอังกฤษด้วยตัวเองโดยใช้คลิปเป็นสื่อในการเรียนรู้ ลองเข้ามาฟังสาลี่ดูนะคะ การฝึกฟังโดยใช้คลิปเป็นสื่อนั้น จะไม่ช่วยก่อให้เกิดประโยชน์อื่นใด (นอกจากการสร้างความคุ้นเคยกับโทนเสียงของภาษาเท่านั้น)
🐳🐳🐳หากเราเพียงแค่ ฟัง หรือ ดู คลิปนั้น แค่ผ่านๆ 🐳🐳🐳 ถ้าเราต้องการใช้คลิปเป็นสื่อในการเรียนรู้อย่างได้ผล เราต้องศึกษาในรายละเอียด เกี่ยวกับ (1) โครงสร้างประโยค และ (2) คำศัพท์ในคลิปด้วยค่า จากนั้น เราก็มาฝึกเปลี่ยนคำศัพท์ภายใต้โครงสร้างประโยคที่เราเรียนมา การเรียนรู้แบบมีประสิทธิภาพเช่นนี้ จะทำให้คุณพ่อคุณแม่ สามารถพัฒนาตัวเองไปได้อย่างก้าวกระโดดค่ะ สู้ๆ นะคะ ลองดูคลิปแล้วจะเข้าใจค่ะ



#Peppapig #การ์ตูนโปรดลูก #หมูน้อย #ดูคลิป
0

คำว่า "Rainbow (สายรุ้ง) จะอธิบายเป็นอังกฤษแบบง่ายๆ ให้ลูกเข้าใจได้อย่างไรดี

ทักษะการอธิบายเป็นภาษาอังกฤษ เป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ทุกคนต้องฝึกฝนนะคะ 🌈🌈🌈 วันนี้ มีตัวอย่าง การอธิบายลูกๆ ให้เข้าใจคำว่า "a rainbow" และสีสัน (colors) ต่างๆ อย่างง่ายๆ และที่สำคัญ "สนุก" ด้วยนะเออ 🌈🌈🌈 เข้ามาชมกันค่ะ หากชอบหรือถูกใจ ช่วยกันกด LIKE และ SHARE ไปให้เพื่อนๆ หรือญาติๆ คนที่เรารักและคิดถึงได้นะคะ


ปล. หากร้องไม่เพราะ ต้อง "ขออภัย" เอาความรู้กับเอามันส์เนาะๆ #สอนลูกด้วยเพลง #ร้องวนมันเข้าไป #ให้ลูกคุ้นกับทำนองก่อน #ยังไม่ต้องสอนเนื้อร้องลูก #เพราะเมื่อติดหูลูกจะร้องตามได้เอง #แล้วคุณจะแปลกใจ #รุ้งกินน้ำ #rainbow
0

พ่อแม่ 2 ภาษา ต้องอ่านหนังสืออะไรให้ลูกฟังดี ซื้อมาเลยเป็นเซ็ทดีไหม

การอ่านสำคัญและจำเป็นกับลูกมากน้อยเพียงใด การอ่านเป็นสิ่งที่สำคัญมากถึงมากที่สุดในการเรียนรู้ของลูกๆ เพราะการอ่านเปรียบได้กับการพูดที่เราจะ input หรือป้อนข้อมูลเข้าไปในหัวของลูกเรา เมื่อเราตัดสินใจที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันให้ลูกของเราเกิดการเรียนรู้ คุณพ่อคุณแม่ทุกคนจึงต้องแอ็คทีฟ และมีหน้าที่ที่จะต้องหาข้อมูล เพื่อป้อนเข้าไปในสมองน้อยๆ ของลูก ไม่ว่าจะผ่านการพูดคุย การร้องเพลง การดูสื่ออื่นๆ หรือแม้แต่การพาลูกไปเรียนกับอาจารย์เจ้าของภาษา


รวมไปถึงการเล่านิทานและการอ่านหนังสืออื่นๆ ให้ลูกฟัง ล้วนแต่มีความสำคัญทั้งสิ้น การอ่านจะทำให้ลูกๆ ของเราได้โครงสร้างประโยคที่สมบูรณ์ ที่ดีและถูกต้อง เพราะภาษาที่ใช้ในหนังสือ เป็นภาษาเขียน หรือภาษาที่ได้รับการ กลั่นกรองและผ่านกระบวนการคิดมาเป็นอย่างดีแล้วหลายรอบ ก่อนที่จะตีพิมพ์ออกมาเป็นหนังสือ ซึ่งเป็นโครงสร้างและคำศัพท์ที่ลูกของเราสามารถจดจำและนำไปพัฒนาต่อยอดได้เลยทันที ภาษาเขียนที่สวยงามนี้จะทำให้คลังศัพท์ของลูกสามารถพัฒนาและเติบโตขึ้นอย่างมาก แล้วหนังสือแบบไหนกันที่เหมาะกับลูกของเรา การอาศัยอยู่ในโลกโซเชียลที่เต็มไปด้วยโฆษณาชวนเชื่อ เราจะต้องหวนกลับมาคิดนิดนึงว่า อะไรเป็นสิ่งที่ตรงกับความต้องการของเราอย่างแท้จริง เราต้องพิจารณาจาก “ลูก” ของเราเป็นสำคัญ เพราะสื่อที่เราคัดสรรมาให้ลูกเรียนรู้ ย่อมต้องปรับเปลี่ยนไปตามวัยและพัฒนาการของลูก ในกรณีที่ลูกยังเล็ก เราก็ไม่สามารถก้มหน้าก้มตาอ่านให้ลูกของเราฟังอย่างเดียวได้ หนังสือที่เราคัดเอามาใช้ จึงต้องประกอบไปด้วยรูปภาพที่มีสีสันสวยงาม ความชัดตัดกันดูโดดเด่น ที่จะดึงดูดความสนใจของลูกน้อย และสามารถเชื่อมโยงเนื้อเรื่องและคำศัพท์ที่คุณพ่อคุณแม่เล่า ให้ลูกเกิดความเข้าใจตามกับไปได้ แน่นอนว่าเราตั้งอยู่บนหลักการการสอนลูก โดยที่ไม่มีการแปลเป็นไทยนะคะ หากเลือกหนังสือที่ตรงตามความต้องการและความถนัดของคุณพ่อคุณแม่ได้แล้ว เราก็ไม่จำเป็นต้องซื้อเยอะเป็นชุดขนาด 20 30 เล่ม เพราะมีผลงานวิจัยของนักจิตวิทยา ดร. Jessica Horst และทีม แห่งมหาวิทยาลัย Sussex ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ได้ทำการวิจัยกับเด็กอายุ 3 ขวบ จำนวน 2 กลุ่ม โดยมีระยะเวลาสังเกตุการณ์ 1 สัปดาห์ กลุ่มที่ 1 จะเป็นกลุ่มที่ได้ฟังนิทานหลากหลายถึง 3 เรื่อง โดยที่ในนิทานแต่ละเรื่องก็จะมีการแนะนำคำศัพท์ใหม่ๆ ขึ้นมามากมาย กลุ่มที่ 2 จะได้ฟังนิทานเพียงเรื่องเดียว ซึ่งนิทานนั้นก็จะมีคำศัพท์ใหม่ๆ ที่เด็กๆ เพิ่งจะเคยได้ยินเช่นเดียวกัน ผ่านไป 1 สัปดาห์ ผลการวิจัยพบว่า เด็กที่สามารถจดจำคำศัพท์ นึกถึงคำศัพท์ที่ได้ยินออกก่อนเป็นกลุ่มแรก ก็คือ เด็กกลุ่มที่ได้ฟังนิทานซ้ำๆ กันเพียงแค่เรื่องเดียวตลอดระยะเวลา 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา


“สิ่งสำคัญในการเรียนรู้คำศัพท์ของลูกไม่ได้อยู่ที่จำนวนหนังสือที่เราอ่านให้ลูกฟัง แต่กลับอยู่ที่ การอ่านเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างจริงจังหลายๆ ครั้ง เพราะ การได้ยินซ้ำ การฟังซ้ำ จะนำไปสู่กระเรียนรู้คำศัพท์ใหม่และการจดจำที่ดีกว่าเดิม” เพราะในครั้งแรกที่ลูกได้ฟังเรื่องราว ลูกได้ฟังโครงเรื่องอย่างหยาบๆ เมื่อฟังครั้งที่ 2 3 4 และ 5 ลูกจะสามารถเก็บรายละเอียดได้มากขึ้นจากบริบทหรือข้อความแวดล้อม ก่อนจากกันในวันนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุด ก็คือ “การเริ่มต้นอ่านหนังสือกับลูก” เสียที แล้วลองให้ลูกเลือกหนังสือที่ลูกอยากอ่านนะคะ สิ่งที่น่าประหลาดใจก็คือ เก้าในสิบครั้ง ลูกก็มักจะร้องขอให้พวกเราเล่าหรืออ่านแต่เรื่องเดิมๆ ให้พวกเขาฟัง
0

มาเรียนรู้วิธีการสอน "อารมณ์ ความรู้สึก" แบบสนุกๆ ให้ลูกของเรา

ใครที่สอนลูกเป็นเด็ก 2 ภาษา แล้วเครียดบ้าง อยากเลิกบ้าง ไม่ไหวบ้าง ท้อถอยบ้าง สาลี่ขอแนะนำให้ดูคลิปนี้ค่ะ ใครว่าสอนลูก 2 ภาษาเป็นเรื่องเครียด ไม่จริง ไม่จริงค่ะ จะเครียดหรือไม่เครียดขึ้นอยู่กับทัศนคติของคุณพ่อคุณแม่ผู้สอนเด้อค้า
สอนเด็กต้องใช้เทคนิคที่แตกต่างจากสอนผู้ใหญ่ อย่าไปคาดหวังว่าเด็กมันจะนั่งฟังเรา เสมือนเรานั่งฟังครูตอนเล็กเชอร์เด็ดขาด เพราะเด็กก็คือเด็ก สมาธิอย่างแรงกล้าของเด็ก อยู่ได้สูงสุดแค่ 30 นาทีก็เก่งแล้ว เพราะฉะนั้น เวลาที่เราสอนลูก เราต้องรู้ธรรมชาติของเด็ก เราต้องรู้ว่าเด็กไม่ได้เรียนรู้ผ่านการฟังอย่างเดียว จะมาร่ายยาวให้เด็กฟังเฉยๆ ฝันกลางวันไปไหมเอ่ย เด็กทุกคน เรียนรู้ผ่านการฟัง การดูและการกระทำ คุณพ่อคุณแม่ที่ท่าเยอะ ถือเป็นเรื่องดีค่ะ ท่าเยอะต่อไป อิอิ (ป้องปากหัวเราะ)

สาลี่อยากให้คุณพ่อคุณแม่ทุกคนสอนลูกเป็นเด็ก 2 ภาษากันอย่างสนุกสนาน ซึ่งมีหลายวิธีที่จะทำแบบนั้นค่ะ วันนี้ที่สาลี่นำมาแสดงให้ดูก็เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น ใครไม่ถนัดสายวิชาการ มาสายบันเทิง ร้องรำทำเพลงก็ได้ผลนะเออ ลองดูนะคะ คลิปนี้สาลี่ตั้งใจทำ มีแฝงโฆษณาบ้างเล็กน้อยในตอนท้าย อิอิ ทั้งนี้ก็เพื่อการดำรงชีพ แต่ส่วนใหญ่แล้วตั้งใจทำเพื่อสังคม อยากให้คุณพ่อคุณแม่และลูกๆ ทุกคนมีความสุขค่า ช่วยกดไลค์และกดแชร์กันด้วยนะคะ ^^ ปล. ขออภัย หากคลิปนี้ติงต๊อง แต่ก็ด้วยความติงต๊องของสาลี่นี่แหล่ะ นุศรกับเธียรเธียรถึงมีวันนี้ สู้ๆ นะคะคุณพ่อคุณแม่ทุกคน



0

Infinitive คืออะไร ใครงง เข้ามาอ่านกันค่ะ

สาลี่หวังเป็นอย่างยิ่งว่า คลิปนี้คงอธิบายเรื่อง infinitive ให้ทุกคนพอเข้าใจได้บ้างตามสมควรนะค้า โหลดเอกสารประกอบคลิป (ไฟล์พีดีเอฟ) ได้ที่นี่เลยจ้า

หากต้องการติดตามสาลี่ อย่าลืมกด Subcribe เป็นกำลังใจให้กันด้วยน้า Facebook Page: สร้างลูก 2 ภาษา Line id: @mommysali Website: www.mommysali.com Blog: www.krusali.com
0

ตอบคำถามพ่อแม่และ "ศัพท์เกี่ยวกับการปลูกพืช รดน้ำ พรวนดิน" เอาไว้สอนลูก

คำศัพท์เกี่ยวกับการปลูกต้นไม้ รดน้ำ พรวนดิน รับรองว่าได้ใช้ประโยชน์แน่ๆ ค่ะ

ช่วงครึ่งชั่วโมงแรกเป็นช่วงถามตอบเกี่ยวกับการเลี้ยงลูก 2 ภาษานะคะ ช่วงนาทีที่ 33 เป็นต้นไป เป็นการสอนคำศัพท์เกี่ยวกับการปลูกพืช รดน้ำ พรวนดิน

เคยปลูกอะไรบ้างไหม วิธีการปลูกพืช เมล็ด เรียกว่าอย่างไร อุปกรณ์ในการทำสวนใช้อะไรกันบ้าง รับรองสามารถนำไปสอนลูกได้เลยค่า
0

กริยาในภาษาอังกฤษที่ใช้บ่อยที่สุด ตอนที่ 1 (7 most frequent verbs EP 1)

สร้างลูก 2 ภาษา: 7 most frequent verbs in English #1 วันนี้สาลี่มาพูดถึงคำกริยาในภาษาอังกฤษที่ใช้กันบ่อยที่สุด 7 ตัว ตอนที่ 1 ค่า รับรองละเอียดมากและคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับทุกคนค่า


สำหรับเพลงที่สาลี่แนะนำไปในการไลฟ์ครั้งนี้คือ Yes, I can. ของค่าย Super Simple Songs กดเข้าไปดูได้เลยค่าที่นี่ https://www.youtube.com/watch?v=_Ir0M... ใครต้องการติดต่อสาลี่ส่วนตัวไม่ว่าจะเป็นเรื่องคลาสเรียนหรือข้อสงสัยอื่นๆ ติดต่อสาลี่ได้ 2 ช่องทางค่า ได้แก่ 0847696000 และ Line: mommysali คลิกที่นี่เพื่อแอดสาลี่ได้เลยค่ะ http://line.me/ti/p/sTXNVibyNv
0

Watch out! Be careful! Beware of! คำว่า "ระวัง" ใช้อะไรกันดี (ละเอียดมากค่ะ เขียนจนเหนื่อย เข้ามาอ่านกันเยอะๆนะคะ)

ลูกศิษย์ถามมาว่า “เวลาจะบอกให้ลูก ระวัง! เราสามารถใช้ watch out, be careful, beware คำไหนก็ได้เหมือนกันมั้ยคะ หรือในภาษาพูดนิยมใช้คำไหนคะ” 
สาลี่ขอตอบ ดังต่อไปนี้ค่ะ
ในภาษาอังกฤษคำศัพท์ที่แปลอยู่ในโซนคำว่า “ระวัง” มีหลายตัว (ยังไม่ต้องคำนึงถึงวิธีใช้) ดังนี้ be careful, beware of, watch out, look out เป็นต้น อ้าว เยอะจุง แล้วแต่ละตัวจะใช้กันอย่างไรละเนี่ยะ อย่าเพิ่งปวดสมองค่ะ มาค่อยๆ ดูกันไปทีละตัวนะคะ 
คำแรกที่อยากแนะนำมาก เพราะจำเพียงแค่คำเดียวก็สามารถแตกยอดแตกกอ ออกไปได้อีกหลายคำ ดังนั้น สาลี่แนะนำค่ะ เป็นประโยชน์มาก จำเลย! คำนั้นคือคำว่า “watch” นั้นเอง มาดูกันค่า 
Watch out! /ว้อดชฺ เอ้าทฺ/ แปลว่า “ระวัง”
เช่น Watch out! There is a car coming here.
/ว้อดชฺ เอ้าทฺ แธฺรฺ อิดซฺ เอะ คารฺ คัมมิ่ง เฮียรฺ/
คำว่า watch ก็จะเป็นกริยาหลัก พอเวลามี preposition ‘out’ ตามมา เราจะเรียกคำนี้ว่า phrasal verb หรือ two-word verb นะคะ ความหมายก็จะเปลี่ยนไปจากคำว่า watch อย่างเดียว (ค่อยๆ จำกันไปนะคะ)
 
ระวัง ** ถ้าจะบอกให้ระวังอะไร อย่าลืมใส่ ‘for + สิ่งที่ต้องการให้ระวัง’ เช่น “Watch out for the ball.” /ว้อดชฺ เอ้าทฺ ฟอรฺ เธฺอะ บอลฺ/ ระวังลูกบอลที่เขาเล่นกันอยู่ด้วยนะ 
คราวนี้มาดูคำในตระกูล watch ที่แปลได้ว่าระวังกันอีกหน่อยนะคะ 
  1. Watch your language. /ว้อดชฺ ยัวรฺ แล้งกวิดจฺ/ อันนี้บอกให้ระวังปากระวังคำกันหน่อยเน้อ แหม่ๆ เอาไว้เตือนลูกก็ได้ ตอนที่ลูกพูดคำหยาบคายหรือพูดจาไม่น่ารักนะคะ
  2. Watch your step. /ว้อดชฺ ยัวรฺ สเต็บพฺ/ อันนี้ใช้ตอนที่ ลูกเดินดุ่มๆ ไม่ยอมดูทาง อาจหกล้มได้ ก็พูดคำนี้ได้เลยค่ะ แปลเป็นอังกฤษง่ายๆ ว่า Walk carefully. /ว้อกคฺ แค้รฺฟุหลิ่/
  3. Watch it! /ว้อดชฺ อิดทฺ/ คำสั้นๆ คำนี้ก็แปลว่า “ระวัง” ได้เหมือนกันค่ะ
  4. Watch the time.  /ว้อดชฺ เธฺอะ ไทมฺ/ คำนี้ ใช้เตือนว่าให้ทำอะไรให้เสร็จทันเวลาที่นัดหรือตกลงกันไว้ ไม่ให้ล่าช้าไปกว่านั้นค่ะ เช่น ลูกเล่นน้ำเพลิน เราให้เวลาลูก 5 นาที ไม่เกิน เราก็เตือนลูกได้ว่า “Watch the time.”
 
** watch out และ look out มีความหมายเหมือนกันค่ะ
Look out! There is a car coming here.
/ลุ้ค เอ้าทฺ แธฺรฺ อิดซฺ เอะ คารฺ คัมมิ่ง เฮียรฺ/
คราวนี้มาดูอีกตัวค่ะ “Be careful” เนื่องจากคำว่า careful นั้นเป็น adjective (ต้องจำ อะไรก็ตามที่ลงท้ายด้วย ful ful มันจะมีหน้าที่ของคำเป็นคำคุณศัพท์ หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกกันว่า adjective นะคะ) ดังนั้น ในเมื่อคำว่า “careful” เป็นคำ adjective ตำแหน่งของมันคือ ต้องใช้วางไว้ หลัง Verb to be (is, am, are, was, were) เสมอนะ เวลาท่องท่องติด be ไปด้วยเลยว่า “be careful” 
 
คำถามต่อมาคือ แล้วจะใช้บุพบทอะไรตามหลังดี สำหรับคำว่า “be careful” สามารถใช้ลอยๆ ก็ได้ หรือใช้กับบุพบท 3 ตัว ดังต่อไปนี้ (1) be careful of (2) be careful about (3) be careful with บุพบทต่างกัน ความหมายอาจต่างกันนะเออ ถึงแม้จะอยู่ในวงความหมายว่า “ระวัง” ก็ตาม
 
มาดูตัวอย่างเพื่อความชัดเจนกันค่ะ
 
  1. Be careful! เฉยๆ ใช้ลอยๆ ไม่มีบุพบท ใช้เตือนให้ระวัง เช่น Be careful! The floor is slippery. /บี แค้รฺฟุลฺ เธฺอะ ฟลอรฺ อิดซฺ สลิปเพอะหริ่/ ระวังลื่นนะ
  2. Be careful of  บางสิ่งบางอย่าง (ตรงนี้ให้ใส่คำนามลงไป) เป็นการเตือนให้ระวังสิ่งๆ นั้นที่เรากล่าวถึง เช่น Be careful of your words! /บิ แค้รฺฟุลฺ ออฟฺ ยัวรฺ เหวิดซฺ/ ระวังคำพูดกันหน่อยนะ (ตอนพูดส่งสายตาจิกๆ ด้วย)   Be careful of your thoughts! /บี แค้รฺฟุลฺ ออฟฺ ยัวรฺ ธ้อดทฺสฺ/ อย่าคิดลึก อย่าคิดเรื่องลามก อย่าคิดอกุศล แปลทำนองนี้ได้หมดค้า
  3. Be careful about บางสิ่งบางอย่าง (ตรงนี้ให้ใส่คำนามลงไป) ใช้เตือนให้ระวังให้ดีก่อนลงมือทำ เช่น Be careful about what you eat. /บี แครฺฟุลฺ เออะเบ้าทฺ ว้าดทฺ ยู อี๊ดทฺ/ จะกินอะไรระวังด้วย (ไม่งั้นเดี๋ยวท้องจะเสีย) เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือนนะ
  4. สุดท้ายแล้ว Be careful with บางสิ่งบางอย่าง ใช้เตือนให้ระวัง อย่าทำอันตรายหรือทำให้สิ่งของนั้นเสียหาย หรือเตือนให้ใช้ด้วยความระมัดระวังก็ได้ เช่น ลูกดึงแว่นตาเราไป เราก็บอกลูกว่า Be careful with my eyeglasses. /บี แครฺฟุลฺ วิดธฺ มาย อายแกลสซิดสฺ/ อย่าทำแว่นแม่เจ๊งนะลูก มันพะ พะ แพง ฮ่าๆ
สุดท้ายแล้ว มาดูคำว่า “Beware” กัน สาลี่ขอให้ทุกคนสังเกตการสะกดคำๆ นี้ดีๆ เพราะว่า เรามักใช้สับสนกันกับคำว่า Be aware of (สาลี่เตือนแล้วนะคะ อิอิ ต่อไปนี้ห้ามสับสนอีก) คำว่า “beware” ที่สาลี่นำมาพูดในวันนี้ ตัวมันเองเป็นกริยา (verb) อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นไม่ต้องใช้ be beware อีกนะคะ ใช้ beware อย่างเดียวให้เลย คำๆ นี้อ่านว่า /บีแวรฺ/ ใช้ได้ 3 แบบ เลือกเอาตามอำเภอใจได้เลยค่ะ 
 
  1. Beware ลอยๆ  เช่น If a stranger gives you a candy, you must beware./ อีฟฺ เอะ สเตร้นเจอะรฺ กิฟฺซฺ ยู เอะ แค้นดิ ยู เมิดสฺทฺ บีแวรฺ/ ถ้าคนไม่รู้จักให้ลูกอม หนูต้องระวังนะลูก
  2. Beware + of + คน/สิ่งที่อยากให้ระวัง เช่น Beware of strangers. /บี แวรฺ ออฟฺ สเตร้นเจอะรฺสฺ/ ระวังคนแปลกหน้าด้วยนะลูก
  3. Beware of doing อะไรบางอย่าง (doing ก็เปลี่ยนเป็นกริยาเติม ing ทั่วไปได้เลยค่ะ) เช่น Beware of falling off. /บี แวรฺ ออฟฺ ฟอลลิ่ง ออฟฺ/ ระวังตกนะลูก สาลี่พูดประโยคนี้กับนุศรและเธียรเธียรบ่อยมากค่า สัปดาห์ละ ร้อยครั้งได้ แห่ะๆ
ใครก็ตามที่อ่านอย่างละเอียดมาจนถึงบรรทัดนี้ บอกตรงๆ สาลี่นับถือมากค่ะ ฮ่าๆ ขนาดเขียนเองยังว่าย๊าวยาว อ่านกันจบได้ยังไง นับถือนับถือ
สุดท้ายนี้ อ่านแล้วงง หรือไม่เข้าใจตรงไหน ก็แอบมากระซิบสาลี่ได้นะคะ จะได้ปรับปรุง สาลี่เชื่อว่า แม้บทความนี้อาจทำให้ใครบางคนงง แต่ก็คงจะทำให้หลายคนได้สาระและประโยชน์ไปบ้างตามสมควร ^^
คราวนี้ หากคุณอ่านบทความนี้แล้วเห็นว่าเป็นประโยชน์ ก็สามารถแชร์กันต่อไปเรื่อยๆ ให้คนที่คุณรักได้ค่ะ
สาลี่เขียนด้วยใจ “ยิ่งให้ ยิ่งได้รับ” สู้ๆ ค่าทุกคน

  
0