ผิดคาดกับคำตอบลูก

นุศรอยากหยิบของเล่นชิ้นหนึ่งออกจากตะกร้า พอล้วงมือลงไปไม่ทันไร ก็ร้องออกมาว่า “โอ๊ย เจ็บ” 

สาลี่ได้ยินเลยบอกนุศรให้เรียกเธียรเธียรมาช่วยว่า “Sweetie, you can ask Thian Thian to help you.” เธียรได้ยินจึงเดินมาช่วยหยิบ แต่ล้วงมือลงไปไม่ทันไร ก็ร้องออกมาว่า “อ๊าาา เจ็บ” (ตามพี่นุศรเปี๊ยบ) 

สาลี่เลยถามนุศรพร้อมเดิมไปดูว่า “Which one do you want to pick up?” 

Nusorn: That one (pointing at the green toy).
I cannot pick it. It hurts. It has thorns.

นุศรบอกมันมีหนาม เดี๋ยวจะมีภาพประกอบค่ะ

MommySali: It doesn’t hurt. You might feel ticklish but this (soft) spiky rubber ring doesn’t hurt you.

Nusorn: Ticklish? Yeah yeah...แล้วก็หัวเราะแหะๆ แล้วก็ฉวยเจ้าของเล่นสีเขียวไปจากมือสาลี่ 


อ้าว เล่นกันต่อได้ ^^  



#ของเล่นยาง #หนาม #ปุ่มแหลมๆ #เจ็บ #จักกะจี๋

ข้ออ้าง...ของลูก My daughter's excuse

นุศรทาน ice-cream เสร็จ สาลี่บอกให้นุศรเอาช้อนและชามรองไอศกรีมไปเก็บในอ่างล้างจาน
Nusorn: (placing the bowl and spoon down on the table) Mommy. I’m full. I cannot eat it anymore. It’s enough for me.
MommySali: Hey! Put them in the sink.
Nusorn: No, mommy. My lips are hurt.
MommySali: Sweetie. Your legs do not hurt. You can walk and put them in the sink.
เข้าใจหาเหตุผลมาโต้แย้ง แต่ไม่ผ่านค่ะ ว่าแล้ว นุศรก็เดินนำชามและช้อนไปใส่ในอ่างล้างจาน




dead กับ die ใช้ยังไง it's die. It dead. ถูกไหมเนี่ยะ

คำว่า dead กับ die ทำเอาเราหลายๆ คนปวดกระบาล เอ้ย ปวดหัวกันไปเลยทีเดียว หากคุณเป็นหนึ่งในคนที่ปวดหัวกับสองคำนี้ แสดงว่า "หน้าที่ของคำ Part of Speech" ของคุณยังไม่แข็งแรงค่ะ ดังนั้น ขอเรียนเชิญทุกคน มาทำความรู้จักกับ Part of Speech ของคำว่า dead และ die กันดีกว่า รับรองว่า "ง่ายมาก จริงๆ"


คำว่า die เป็นกริยา (ท่องไว้นะคะ เป็นกริยา) ส่วนคำว่า dead มีหน้าที่เป็น Adjective (คำขยายคำนาม) ถามว่าต้องจำให้ได้ไหม ป๊าด ก็แน่นอน ว่าต้องจำให้ได้ ตอนนี้และเวลานี้เลยค่ะ ^^"  

ตำแหน่งของกริยาและ Adjective ก็วางไว้คนละตำแหน่ง นี่แหละสำคัญ หากรู้ว่าตัวไหนทำหน้าที่เป็นอะไร ก็จะวางไว้ในประโยคได้อย่างถูกตำแหน่ง


ประธาน + กริยา. ทำให้เกิดประโยค 
ประธาน + Adjective. ไม่ทำให้เกิดประโยคเพราะขาดกริยา
ดังนั้น เราจึงต้องหากริยาที่ใช้กับ adjective มาเติมให้เป็นประโยคที่สมบูรณ์
เป็น "ประธาน + กริยา + adjective."


จากสมการข้างต้น "ประธาน + กริยา." ทำให้เกิดประโยค เวลาใช้ ก็ใช้กริยาคำว่า die ได้เลย เช่น Mosquitoes die every night. People die every day. แต่ถ้าเล่าเรื่อง หรือ เล่านิทาน หรือ บอกเรื่องราวที่เกิดขึ้นไปแล้วในอดีต (ผ่านไปแล้วเป็นอดีตหมด) ก็แค่เปลี่ยน die เป็นกริยาช่อง 2 ด้วยการเติม -ed คำว่า die มีลงท้ายด้วย -e อยู่แล้ว ก็เติมแต่ -d ลงไป เป็นคำว่า died เช่น My grandpa died three years ago.

แต่ถ้าคุณเลือกที่จะใช้ dead ก็ต้องทำโครงสร้างให้ถูก โดยใช้ "ประธาน + กริยา + adjective." กริยาที่เราใช้ร่วม adjective มีชื่อว่า Linking verbs (v.to be. become, get, grow, seem, appear, look, feel, sound, smell, turn, taste) เรียนเรื่อง Linking verbs เพิ่มเติมได้จากลิงก์นี้ค่ะ ดังนั้น เราจึงใช้คำว่า dead มาแต่งประโยคได้ว่า  My father is dead. He died ten years ago.

ก่อนจบบทความในวันนี้ สาลี่ขอสรุปว่า หากเรารู้หน้าที่ของคำ เราก็จะรู้ว่า เราต้องใช้คำนั้นอย่างไรให้ถูกต้องนั่นเองค่ะ ต่อไปนี้ ใช้ dead กับ die ได้ไม่งงแล้วนะคะ :)

กริยา 7 ตัวที่ใช้บ่อยที่สุดในภาษาอังกฤษ (7 Most Frequent Verbs in English) ตอนที่ 1


7 most frequent verbs in English #1




คลิปนี้สาลี่บันทึกไว้นานแล้ว เป็นคลิปที่จะชี้แจงการใช้กริยาที่เรียกได้ว่า ใช้กันบ่อยที่สุด 7 ตัวในภาษาอังกฤษ รับรองเข้ามาชมแล้วไม่ผิดหวังค่ะ ช่วยแชร์กันเยอะๆ นะคะ น่าจะเป็นประโยชน์กับคนไทยที่ใส่ใจเรียนอังกฤษทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย :)
ในคลิปนี้ สิ่งที่จะกล่าวถึง ได้แก่ To ask, To be, To call, Can, To feel, To get และ To keep รวมทั้ง เทคนิคการใช้ Verb to be, Passive voice และ วิธีการท่องจำ Linking Verbs (เป็นเพลง)


สำหรับเพลงที่สาลี่แนะนำไปในการไลฟ์ครั้งนี้คือ Yes, I can. ของค่าย Super Simple Songs กดเข้าไปดูได้เลยค่าที่นี่ https://www.youtube.com/watch?v=_Ir0M... ใครต้องการติดต่อสาลี่ส่วนตัวไม่ว่าจะเป็นเรื่องคลาสเรียนหรือข้อสงสัยอื่นๆ ติดต่อสาลี่ได้ 2 ช่องทางค่า ได้แก่ 0847696000 และ Line: mommysali คลิกที่นี่เพื่อแอดสาลี่ได้เลยค่ะ http://line.me/ti/p/sTXNVibyNv

10 ประโยคภาษาอังกฤษสำหรับการ "พาลูกเข้าครัว"

แชร์กัน แบ่งกัน ปันกันได้ 












#พาลูกเข้าครัว #สอนลูกทำอาหาร #พูดภาษาอังกฤษกับลูก #ชอบทำอาหาร #ภาษาอังกฤษง่ายๆ #นำไปใช้ได้เลย

How much กับ How many ใช้ยังไง มา...แม่สาลี่จะบอกให้

วันนี้ขออุทิศเวลาในการเขียนบทความนี้ให้กับ How much และ How many ขอให้ทั้งสอง Rest in Peace (ไปสู่สุขคติอย่าได้มาทำให้คนเรียนภาษาอังกฤษแบบเราๆ ท่านๆ งงกันอยู่เลย สาธุ)

แม้ว่าทั้งสองตัวจะแปลว่า “เท่าไหร่ (ถามจำนวน)” เหมือนกัน แต่ความไม่เหมือนกันก็พอมีอยู่ เช่น เราใช้ How much + นามที่นับไม่ได้ แต่เราจะใช้ How many + นามที่นับได้

แล้วนามที่นับได้กับนับไม่ได้คืออะไร ตรงนี้อาจต้องเปิดพจนานุกรมตรวจสอบด้วย แต่สาลี่ก็พอมีหลักในการจำง่ายๆ มาฝากกัน เมื่อตอนวัยรุ่นสมัยเรียนมัธยมปลาย เวลาเรียนแกรมมาร์เราก็ต้องหาหลักการจำ ว่าอะไรฟะที่นับได้และอะไรที่นับไม่ได้
จึงพอได้หลักมาประมาณนี้ (ตั้งใจอ่านดีๆ นะคะ ปิดไลน์ก่อน เดี๋ยวไม่มีสมาธิ)
“คำนามอะไรที่โยนไปให้มันแตกเป็นเสี่ยงๆ หรือทำลาย หรือนำมาแยกชิ้นส่วนแล้ว เราไม่รู้เลยว่ามันเป็นอะไรมาก่อน สิ่งนั้นคือนามนับได้"
ขอยกตัวอย่างประกอบ เช่น แก้วน้ำ เมื่อมันแตก เราเห็นเพียงเศษกระจก ไม่รู้เลยว่ามันเป็น “แก้ว” มาก่อน A glass is a countable noun. แก้วจึงเป็นนามนับได้

แว่นตา เมื่อปาแรงๆ ให้มันแตก (อาจจะเพราะโมโหใครก็ตาม) อัยยะ เราอาจเห็นเพียงขาแว่น เลนส์แว่น แต่มันไม่ใช่แว่นตาอีกต่อไป ดังนั้น แว่นตา จึงเป็นนามนับได้ Eyeglasses are countable nouns.

น้ำ เมื่อสาดออกไปแรงๆ แต่น้ำก็ยังเป็นน้ำอยู่ดี อย่างนี้ น้ำคือนามนับไม่ได้ Water is an uncountable noun.

ความรัก ไม่ว่าจะทำยังไง ยังไง จะแบ่งความรัก ไปให้กิ๊ก ให้เพื่อน ให้ใครยังไง ความรักก็ยังเป็นความรักอยู่ดี อย่างนี้ ความรัก (love) คือ นามนับไม่ได้ Love is an uncountable noun.
การถามจำนวนโดยใช้ How much และ How many จึงต้องดูว่า คำนามหลักที่ต้องการจะถามจำนวนนั้น เป็นนามนับได้ หรือ นามนับไม่ได้
วันนี้สาลี่ขอนำคำที่สับสนกันมากมายมาประดับไว้ในบทความนี้นะคะ คำนั้นคือคำว่า time และ times

Time แบบไม่มี ’s’ ตามหลัง แปลว่า “เวลา” จำไว้เลยนะคะ เวลา เป็นนามนับไม่ได้ คำนามนับไม่ได้ เป็น “เอกพจน์” เสมอ คือ เติม ’s’ ไม่ได้นั่นเอง เวลาจะถามว่า มีเวลาเหลือเท่าไหร่ จึงต้องถามว่า

How much time do I have left?

ใช้ How much นะคะ ไม่ใช้ How many

ส่วนคำว่า Times ที่เติม ’s’ จะแปลว่า ครั้ง (1 ครั้ง 2 ครั้ง 3 ครั้ง...เรื่อยไป) Times ที่เติม ’s’ แบบนี้ เป็นนามนับได้ ถ้ามีจำนวนครั้งมากกว่า 1 จึงต้องเติม ’s’ หลังคำว่า time ดังนั้น เมื่อต้องการถามว่า กี่ครั้ง จึงต้องถามแบบนี้

How many times did you try to pass this exam? นี่ๆ เธอต้องสอบกี่ครั้งอ่ะ ถึงจะผ่าน

ว่าแล้วก็นึกไปถึงเพลงสมัยคุณแม่ยังสาวเพลงหนึ่ง ชื่อว่า “Blowin’ in the wind” ของ Bob Dylan ลองมาอ่านเนื้อเพลงกันดูค่ะ อ่านแล้ว วิเคราะห์แล้ว คิดว่าทุกคนคงพอเห็นแนวทางการใช้ How much และ How many กันแล้วนะคะ

How many roads must a man walk down
Before you can call him a man?
How many seas must a white dove sail
Before she sleeps in the sand?
Yes, how many times must the cannon balls fly
Before they're forever banned?
The answer my friend is blowin' in the wind
The answer is blowin' in the wind.

Yes, how many years can a mountain exist
Before it's washed to the sea?
Yes, how many years can some people exist
Before they're allowed to be free?
Yes, how many times can a man turn his head
Pretending he just doesn't see?
The answer my friend is blowin' in the wind
The answer is blowin' in the wind.

Yes, how many times must a man look up
Before he can really see the sky?
Yes, how many ears must one man have
Before he can hear people cry?
Yes, how many deaths will it take till he knows
That too many people have died?
The answer my friend is blowin' in the wind
The answer is blowin' in the wind.


ขอตบท้ายด้วย คลิปการสอน How much vs. How many ของสาลี่เองที่เคยสอนไว้นมนานกาเลแล้วค่ะ หวังว่าคงเป็นประโยชน์กับทุกคนนะคะ



ขอบคุณที่แชร์ ขอบคุณที่บอกต่อ ขอบคุณทุกๆ กำลังใจ
ขอบคุณที่สนับสนุนและอยู่เป็นเพื่อนกันต่อไปนะคะ ^^

เจ้าหอยทากนะ เจ้าหอยทาก ...อธิบายลูกยังไงดีหว่า


เมื่อเช้านี้มีคุณแม่ท่าหนึ่งสอบถามสาลี่มาว่า “พอดีช่วงนี้มีหอยทากเยอะ อยากจะบอกลูกว่ามันไม่มีพิษ ไม่รู้จะใช้คำไหนดีค่ะ”

ก่อนอื่น ขอบอกไอเดียในการอธิบายคำว่า “หอยทาก” ให้คุณพ่อคุณแม่ทราบก่อนนะคะ หากเห็นหอยทาก อย่าพลาดที่จะให้ลูกได้สัมผัส หรือหยิบเจ้าหอยน้อยนั้นขึ้นมา (หยิบมาอย่างเดียว อย่าตืบมันนะคะ สงสารมัน เด็กบางคนกลัว แล้วสัญชาติญาณในการป้องกันตนเองพุ่งกระฉูด เหยียบเลยค่า ห้ามไม่ทัน ><“)

พูดกับลูกเลยค่ะว่า “That is a snail. It’s a small and soft animal. It moves very slowly. You can see a hard round shell on its back.” เพียงเท่านี้คุณพ่อคุณแม่ก็อธิบายลูกให้เข้าใจได้ง่ายๆ แล้ว 



แน่นอนว่า ในคำอธิบายนั้น เราสามารถให้ลูกใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าในการเรียนรู้ได้ เช่น

เมื่อพูดถึง small ก็ชี้ให้ลูกเห็นถึงสิ่งที่ big เช่น an elephant เป็นต้น (ให้ลูกคิดเองจะดีที่สุด ถามว่า Can you think of something big?)
เมื่อพูดถึง soft ก็ชี้ให้ลูกเห็นถึงสิ่งที่ hard เช่น a wall เป็นต้น ให้ลูกเขกกำแพงเลยค่า ดูซิจะเห็นความต่างหรือไม่  
เมื่อพูดถึงการเดินช้า slowly ก็ชี้ให้ลูกเห็นถึงสิ่งที่ fast เร็วกว่า เช่น a car, a bird เป็นต้น 
เมื่อพูดถึง round ก็หาวัตถุกลมเกลี้ยงให้ลูกได้จับ ได้สัมผัส 

เพียงเท่านี้ ด้วยการอธิบายคำว่า snail ตัวเดียว ได้ศัพท์และการเรียนรู้เพียบค่ะ

ต่อมา มาพูดกันถึงคำว่า “ไม่มีพิษ” เราก็ไม่ต้องไปคิดแปลคำต่อคำ คนไทยมักติดนิสัยชอบแปล"คำตอบคำ” ดังนั้น เวลาที่เรานึกถึงคำว่า “มีพิษ” ไม่ออก เราก็จะนึกถึงคำอื่นไม่ออกเลย ซึ่งจริงๆไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนั้นค่ะ

หากเราคิดถึงคำว่า “มีพิษ” ไม่ออก ก็พูดได้นินาว่า You can touch it. It’s safe. หรือ You can touch it. It will not hurt you

แต่ถ้านึกถึงคำว่ามีพิษออก ก็ใช้ได้ว่า You can touch it. It is not poisonous.

เห็นไหมคะ ว่าเราสามารถใช้คำศัพท์ง่ายๆ อธิบายลูกได้ ขออย่างเดียว คุณพ่อคุณแม่ต้องฝึก ฝึกอธิบายๆ และใช้ดิกอังกฤษอังกฤษบ่อยๆ จะทำได้เองค่ะ

-----------------------------
ขอโฆษณาเว็บดีๆ ของสาลี่สักครู่
ความรู้มีอยู่เพียบ ทั้งฟรีและไม่ฟรี
(มีคลาสเรียนสำหรับคุณพ่อคุณแม่ด้วยนะคะ เริ่มต้นที่ 2,500 บาท เรียนจากที่ไหนก็ได้ในโลกนี้ สุดยอดไหมล่ะคะ)
สามารถเข้าไปเรียนรู้กันได้ตลอด 24 ชม. ที่ www.mommysali.com

ว่าด้วยเรื่องของ "การขึ้นลงบันได"

เช้าวันนี้มีคุณแม่สอบถามสาลี่มาว่า 
"แม่สาลี่คะ  ถ้าจะบอกว่า
1.ก้าวขึ้นบันไดดีๆๆ
2.เหยียบบันไดทีละขั้น
3.อย่ากระโดดที่บันได
4.เดินลงบันได จับราวด้วยครับ จะพูดอย่างไร”



วันนี้เลยเอาประโยคเหล่านี้มาให้ดู เผื่อเป็นทางเลือกค่ะ เช่นเดียวกับที่สาลี่เคยบอกไปแล้วว่า 

ประตูทางเข้าบ้านมีมากกว่า 1 ประตูฉันใด การสื่อความหมายของเรา ก็ย่อมสื่อหรือพูดได้มากกว่า 1 รูปแบบฉันนั้น 

1. Step up carefully.
2. Go up the stairs “step by step”.
3. Don’t jump while going up the stairs.
4. Hold the handrails to make sure that you will not fall down.

แถมให้อีกหนึ่งประโยค นั่นคือ “ห้ามถืออะไรในมือตอนขึ้นบันใด”
Don’t hold/carry anything in your hands while walking up the stairs.
Don’t hold/carry too many things in your hands while walking up the stairs. 


ลองนำไปใช้กันดูนะคะ ได้ผลอย่างไรมาบอกสาลี่บ้างนะคะ  

สอนคำว่า 'dream' ลูกยังไง (แบบไม่ต้องแปลไทยกำกับ)

คุณแม่ท่านหนึ่งถามสาลี่มาว่า “ครูคะ ถ้าเราจะสอนคำว่า ‘dream’  รบกวนขอไอเดียสอนเด็กเล็ก ที่เข้าใจง่ายๆ ทีค่ะ”

ถ้าสาลี่จะสอนคำสักคำให้ลูก สาลี่จะคิดก่อนว่า
(1) สาลี่จะสอนโดยใช้เชื่อมโยงกับประสาทสัมผัสอะไรดี
(2) คำๆ นั้น เกิดได้จริงในเวลาใด บริบทใดที่ควรพูด
(3) คำๆ นั้นมีคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องอะไรบ้าง 



ด้วย 3 ขั้นตอนนี้ จะช่วยให้งานของพวกเราง่ายขึ้นค่ะ ขอยกตัวอย่างประกอบให้ชัดเจนขึ้นในกรณีของคำว่า ‘dream’

(1) ประสาทสัมผัสที่สาลี่จะใช้ ระหว่างการดู การฟัง การสัมผัส การดมกลิ่น การลิ้นรสและการกระทำ สาลี่จะเลือกการดู (ดูสีหน้าท่าทางในการอธิบายของเรา) และการฟัง (ฟังเสียงของเรา ฟังคำศัพท์ที่เราเลือกมาใช้ตอนอธิบาย)

 (2) คำว่า dream เกิดได้จริงหลายเวลาและหลายบริบท ได้แก่ บริบทความฝันในอนาคต อยากเป็นหมอ อยากเป็นดีไซน์เนอร์ เป็นต้น หรือ ความฝันแบบฝันตอนนอนหลับเมื่อคืน สำหรับอธิบายลูก สามารถเลือกได้ทั้ง 2 กรณีค่ะ เวลาและบริบทที่เราเลือก จะมีประโยชน์อย่างยิ่งกับการอธิบายคำว่า dream ของเรา เดี๋ยวจะกล่าวถึงต่อไปในบทความนี้ค่ะ

และ (3) คำว่า dream มีคำศัพท์ใดๆ ที่เราเอามาใช้ได้ง่ายๆ บ้าง สาลี่นึกในใจได้หลายคำ ดังนี้ค่ะ image/picture (รูปภาพ), sleep (นอน), want (ต้องการ), think (คิด), eyes (ตา), head (หัว), thought (ความคิด), mind (ใจ)

เมื่อเราวิเคราะห์แล้ว (คุณพ่อคุณแม่ต้องวิเคราะห์คนเดียว ทำบ่อยๆ จะคล่องขึ้น จะมีเทคนิคมากขึ้น) วิธีอธิบายของสาลี่ มีดังนี้ค่ะ

1. กรณีแรก dream แปลว่า ความฝันที่ต้องการทำเมื่อโตขึ้น ฝันอยากทำอะไร
ดูนะคะ สาลี่จะพูดแบบนี้

When you grow up/ when you are bigger and taller, what would you like to do?

Do you want to be a doctor? Do you want to be a singer? Do you want to be a teacher?

Ahhhhh…you want to be a doctor. That means your dream is to be a doctor!

หรือ Ahhh….you want to be a singer. You dream of/about being a singer!

พูดแบบนี้บ่อยๆ เน้นเสียงคำว่า dream ไม่ต้องแปลเป็นไทย ลูกจะเข้าใจได้เองจากบริบทค่ะ ^^ ลองดูนะ

หมายเหตุ dream ใช้เป็นคำนามก็ได้ คำกริยาก็ได้ค่ะ

2. กรณีที่สอง dream แปลว่า ฝันถึง ภาพที่เกิดขึ้นขณะนอนหลับ
สาลี่จะเลือกเวลาเมื่อลูกตื่นนอน ถามไปก่อนเลยว่า
Did you have a good sleep? Did you have a nice dream?

When we are sleeping/ when we close our eyes and go to sleep, we can see image(s) in our head/mind.

If you see toys in your mind while you are sleeping, that means you dreamed about the toys. That’s a good dream.

If you see ghosts or sharks while you are sleeping, that means you dreamed about ghosts and sharks. That’s a bad dream.

So, did you have a good or bad dream last night?

และนี่ก็คือตัวอย่างของการอธิบายลูกด้วยการพูดคุยกับลูกอย่างง่ายๆ แบบไม่ต้องแปลเป็นไทยค่ะ หวังว่าคงเป็นประโยชน์นะคะ

-------------------------------------------
หากมีเวลา แวะเข้าไปชมเว็บไซต์สาลี่ได้ค่ะ ที่ www.mommysali.com
ชมรายละเอียดคลาสเรียนสำหรับคุณพ่อคุณแม่ได้ที่ http://www.mommysali.com/p/blog-page_94.html
ดูตัวอย่างการสอนลูกๆ ของสาลี่ได้ที่ http://www.mommysali.com/p/blog-page_8.html
เรียนฟรีได้ที่นี่ http://www.mommysali.com/p/blog-page_33.html

เมื่ออายุมากขึ้น ขอให้ทำตัวแบบนี้ (บทความเพื่อสุขภาพดีๆ อ่านแล้วรีบทำตามเลย)

ใจจริง สาลี่ทำเว็บไซต์นี้ขึ้นมาด้วยใจที่อยากจะแชร์ประสบการณ์ ทัศนคติที่ถูกต้อง และเทคนิคในการสอนลูกพูดอังกฤษกับคุณพ่อคุณแม่ทุกท่าน

กระนั้น เมื่อมีอะไรดีๆ ที่แม้จะไม่ได้เกี่ยวกับการสอนลูกพูดอังกฤษแต่ก็อยากนำมาแชร์ด้วยค่ะ ขอให้เราอยู่ร่วมกันแบบกัลยาณมิตรแบ่งปันความเห็นกันอย่างละมุนละม่อมนะคะ

#หาแรงบันดาลใจ #ออกกำลังกายกัน #สุขภาพดี #การใช้ชีวิต #ห่างไกลจากโรค #หมอที่ดีที่สุดคือตัวเราเอง
——

> เมื่ออายุมากขึ้น ขอให้ทำตัวแบบนี้ <



1.ทำตัวเหมือนหมากรุก
คือจะลุก จะยืน จะเดิน จะนั่งคิดดีๆ เดินช้าๆ ค่อยๆคิด ค่อยๆเดิน อย่าพรวดพราด ล้มลุกคลุกคลานขึ้นมา ไม่ได้ล้มแค่เราคนเดียว มันล้มทั้งกระดาน เสียกระบวนไปทั้งบ้าน

2.กินอยู่เหมือนพวกตีนแมว
คือกินเหมือนย่องเบาอ่ะครับ กินช้าๆ ค่อยๆกิน กินทีละน้อยๆ กินเบาๆ กินบ่อยได้ แต่อย่ากินเยอะ อย่ากินมูมมามเหมือนนักการเมืองบางคน กินแบบตะกละมูมมาม พาลสำลัก สำรอก ไอโขลกขลาก ขึ้นปากขึ้นจมูกไปโน่นเลย

3.นอนเหมือนเมาเห็ด
อายุมากแล้วต้องนอนให้พอ หลับให้สนิท อย่าคิดมากจนนอนไม่หลับ รู้สึกง่วงก็ให้นอน โดยเฉพาะกลางคืนนอนอย่าให้เกินสี่ทุ่ม กลางวันถ้ารู้สึกง่วงให้หาเวลาหลับสักสิบห้านาที หรือครึ่งชั่วโมง จะสดชื่นขึ้นเยอะ

4.ออกกำลังกายให้เหมือนติดฝิ่น
คือออกกำลังกายจนเสพติด เหมือนติดฝิ่น วันไหนไม่ได้ออกกำลังกาย ไม่ได้เอาเหงือออก จะรู้สึกหงุดหงิด ครั่นเนื้อครั่นตัว อะไรทำนองนั้นเลย แล้วเราจะเป็นคนสูงอายุที่สุขภาพเราจะแข็งแรง

5.บินออกจากรังให้เหมือนนก
นกที่นอนอยู่กับรังเป็นนกที่กำลังกกไข่ เราอายุปูนนี้แล้วจะเอาไข่ที่ไหนมากก ไอ้ไข่ที่มีก็ไม่มีโอกาสฟักเป็นตัวแล้ว รีบบินออกจากรังเหมือนนก เมื่อยังบินไหว อย่านั่งจับเจ่าอยู่กับบ้านทีังวันทั้งคืน ทั้งที่ยังบินได้ จนกลายเป็นคนติดเก้าอี้ ติดเตียงไป
จะบินไปใกล้ ไปไกล ขอให้บินออกไปบ้าง ยิ่งไปเที่ยวต่างจังหวัด ต่างประเทศได้ยิ่งดีเลย คนที่ได้ไปเที่ยวไกลๆจะเป็นคนสดชื่นไม่เหี่ยวเฉาเหงาตาย เหมือนพวกติดเตียง ไม่นานก็กลับบ้านเก่า

6.ให้อารมณ์เหมือนกิ่งไม้ไหว
ไหวพริ้วไปตามลมบ้าง นิ่งบ้าง เงียบบ้าง บางครั้งสูญเสีย ไม่ได้ดั่งใจบ้าง ก็ให้เข้าใจได้ว่า มันเป็นกฏของธรรมชาติ ที่ย่อมเกิด ตั้งอยู่ และดับไปนั่นเอง เหมือนเวลากิ่งไม้หัก ไม่เห็นมันร้องไห้ฟูมฟาย เสียอกเสียใจ แต่มันจะรีบงอกกิ่งใหม่เพื่อฟื้นฟูตัวเองขึ้นมาทดแทนให้เร็วที่สุด เราเองก็เช่นกัน เมื่อถึงเวลาสูญเสียสิ่งใด ก็ต้องเข้าใจมันให้เร็วที่สุด เอาธรรมะที่เป็นธรรมชาติมาทดแทนความไม่เข้าใจเมื่อครั้งในอดีต แล้วชีวิตในบั้นปลายก็จะมีความสุข ด้วยความเข้าใจธรรมะ ที่เป็นธรรมชาติ ของความเป็นธรรมดานั่นเอง

ดร.พนม ปีย์เจริญ
8:5:2018

คำว่า "Aquarium" จะอธิบายจากอังกฤษเป็นอังกฤษให้ลูกเข้าใจได้ง่ายๆ อย่างไรดี

ตอน 14: "aquarium" จะอธิบายให้ลูกเข้าใจได้ง่ายๆ อย่างไรดี aquarium /เออะ เควเออะ เรียม/ ***เป็นคำนามนับได้*** เวลาอธิบายให้บอกว่า An aquarium is a tank of water in which live fish and other sea animals or plants are kept. /แอนดฺ เออะ เควเออะ เรียม อิซฺ เอะ แท้งคฺ ออฟฺ ว้าเดอรฺ อินฺ วิชฺ ไลฟฺ ฟิชฺ แอนดฺ อาเธฺอรฺ ซี แอ้เนอะมอลสฺ ออรฺ แพลนทฺสฺ อารฺ เค็บทฺ/

***หวังว่าบทความนี้จะเป็นแนวทางให้คุณพ่อคุณแม่นำไปจดจำ (ทำความเข้าใจ) และประยุกต์ใช้ในการพูดคุยหรืออธิบายคำศัพท์ต่างๆ ให้ลูกของพวกเราฟังได้ "โดยไม่ต้องแปล" อย่าลืมว่า เวลาสอนลูก ให้เน้นการพูดคุยบ่อยๆ โดยไม่ต้องแปลนะคะ คุณพ่อคุณแม่แต่ละคนอาจมีเทคนิคการสอนศัพท์ที่ไม่เหมือนกัน สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ได้อ่านไปนั้นคือวิธีการอธิบายแบบขยายความ เพื่อหลีกเลี่ยงการสอนแบบแปลเป็นภาษาไทย (แบบจับคู่คำ) ให้ลูก *** ขอฝากคอร์สเตรียมความพร้อมสุดคุ้มใ้ห้กับคุณพ่อคุณแม่ค่ะ 36 ครั้ง/990 บาท (พร้อมตรวจการบ้าน) สนใจ Line มาสอบถามสาลี่นะคะ (LINE ID: mommysali) #สอนลูกพูดอังกฤษ #Englishwithmommysali #Mommysali #howtoteachyourkids #สองภาษา #เด็กสองภาษา

Peppa Pig ทำให้เราเก่งอังกฤษได้ขนาดไหน เข้ามาดูกันเลย

🌼🌼🌼 เคล็ดไม่ลับ ในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษจากคลิปวิดีโอที่จะทำให้เกิดประสิทธิผลมากที่สุด เราเรียนรู้อะไรจาก Peppa Pig ตอนที่ 1/2 และ ตอนที่ 2/2 (มาแล้วจ้า 🔊🔊🔊) หากคุณพ่อคุณแม่ ต้องการเรียนภาษาอังกฤษด้วยตัวเองโดยใช้คลิปเป็นสื่อในการเรียนรู้ ลองเข้ามาฟังสาลี่ดูนะคะ การฝึกฟังโดยใช้คลิปเป็นสื่อนั้น จะไม่ช่วยก่อให้เกิดประโยชน์อื่นใด (นอกจากการสร้างความคุ้นเคยกับโทนเสียงของภาษาเท่านั้น)
🐳🐳🐳หากเราเพียงแค่ ฟัง หรือ ดู คลิปนั้น แค่ผ่านๆ 🐳🐳🐳 ถ้าเราต้องการใช้คลิปเป็นสื่อในการเรียนรู้อย่างได้ผล เราต้องศึกษาในรายละเอียด เกี่ยวกับ (1) โครงสร้างประโยค และ (2) คำศัพท์ในคลิปด้วยค่า จากนั้น เราก็มาฝึกเปลี่ยนคำศัพท์ภายใต้โครงสร้างประโยคที่เราเรียนมา การเรียนรู้แบบมีประสิทธิภาพเช่นนี้ จะทำให้คุณพ่อคุณแม่ สามารถพัฒนาตัวเองไปได้อย่างก้าวกระโดดค่ะ สู้ๆ นะคะ ลองดูคลิปแล้วจะเข้าใจค่ะ



#Peppapig #การ์ตูนโปรดลูก #หมูน้อย #ดูคลิป

คำว่า "Rainbow (สายรุ้ง) จะอธิบายเป็นอังกฤษแบบง่ายๆ ให้ลูกเข้าใจได้อย่างไรดี

ทักษะการอธิบายเป็นภาษาอังกฤษ เป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ทุกคนต้องฝึกฝนนะคะ 🌈🌈🌈 วันนี้ มีตัวอย่าง การอธิบายลูกๆ ให้เข้าใจคำว่า "a rainbow" และสีสัน (colors) ต่างๆ อย่างง่ายๆ และที่สำคัญ "สนุก" ด้วยนะเออ 🌈🌈🌈 เข้ามาชมกันค่ะ หากชอบหรือถูกใจ ช่วยกันกด LIKE และ SHARE ไปให้เพื่อนๆ หรือญาติๆ คนที่เรารักและคิดถึงได้นะคะ


ปล. หากร้องไม่เพราะ ต้อง "ขออภัย" เอาความรู้กับเอามันส์เนาะๆ #สอนลูกด้วยเพลง #ร้องวนมันเข้าไป #ให้ลูกคุ้นกับทำนองก่อน #ยังไม่ต้องสอนเนื้อร้องลูก #เพราะเมื่อติดหูลูกจะร้องตามได้เอง #แล้วคุณจะแปลกใจ #รุ้งกินน้ำ #rainbow