dead กับ die ใช้ยังไง it's die. It dead. ถูกไหมเนี่ยะ

คำว่า dead กับ die ทำเอาเราหลายๆ คนปวดกระบาล เอ้ย ปวดหัวกันไปเลยทีเดียว หากคุณเป็นหนึ่งในคนที่ปวดหัวกับสองคำนี้ แสดงว่า "หน้าที่ของคำ Part of Speech" ของคุณยังไม่แข็งแรงค่ะ ดังนั้น ขอเรียนเชิญทุกคน มาทำความรู้จักกับ Part of Speech ของคำว่า dead และ die กันดีกว่า รับรองว่า "ง่ายมาก จริงๆ"


คำว่า die เป็นกริยา (ท่องไว้นะคะ เป็นกริยา) ส่วนคำว่า dead มีหน้าที่เป็น Adjective (คำขยายคำนาม) ถามว่าต้องจำให้ได้ไหม ป๊าด ก็แน่นอน ว่าต้องจำให้ได้ ตอนนี้และเวลานี้เลยค่ะ ^^"  

ตำแหน่งของกริยาและ Adjective ก็วางไว้คนละตำแหน่ง นี่แหละสำคัญ หากรู้ว่าตัวไหนทำหน้าที่เป็นอะไร ก็จะวางไว้ในประโยคได้อย่างถูกตำแหน่ง


ประธาน + กริยา. ทำให้เกิดประโยค 
ประธาน + Adjective. ไม่ทำให้เกิดประโยคเพราะขาดกริยา
ดังนั้น เราจึงต้องหากริยาที่ใช้กับ adjective มาเติมให้เป็นประโยคที่สมบูรณ์
เป็น "ประธาน + กริยา + adjective."


จากสมการข้างต้น "ประธาน + กริยา." ทำให้เกิดประโยค เวลาใช้ ก็ใช้กริยาคำว่า die ได้เลย เช่น Mosquitoes die every night. People die every day. แต่ถ้าเล่าเรื่อง หรือ เล่านิทาน หรือ บอกเรื่องราวที่เกิดขึ้นไปแล้วในอดีต (ผ่านไปแล้วเป็นอดีตหมด) ก็แค่เปลี่ยน die เป็นกริยาช่อง 2 ด้วยการเติม -ed คำว่า die มีลงท้ายด้วย -e อยู่แล้ว ก็เติมแต่ -d ลงไป เป็นคำว่า died เช่น My grandpa died three years ago.

แต่ถ้าคุณเลือกที่จะใช้ dead ก็ต้องทำโครงสร้างให้ถูก โดยใช้ "ประธาน + กริยา + adjective." กริยาที่เราใช้ร่วม adjective มีชื่อว่า Linking verbs (v.to be. become, get, grow, seem, appear, look, feel, sound, smell, turn, taste) เรียนเรื่อง Linking verbs เพิ่มเติมได้จากลิงก์นี้ค่ะ ดังนั้น เราจึงใช้คำว่า dead มาแต่งประโยคได้ว่า  My father is dead. He died ten years ago.

ก่อนจบบทความในวันนี้ สาลี่ขอสรุปว่า หากเรารู้หน้าที่ของคำ เราก็จะรู้ว่า เราต้องใช้คำนั้นอย่างไรให้ถูกต้องนั่นเองค่ะ ต่อไปนี้ ใช้ dead กับ die ได้ไม่งงแล้วนะคะ :)

ไม่มีความคิดเห็น