สอนภาษาที่ 2 ให้ลูกอย่างไรดีที่สุด

ณ เวลาที่สาลี่ท้องลูกคนที่ 2 (7 เดือน) มีโอกาสได้ไปฝากท้องกับอาจารย์หมอที่ศิริราช อาจารย์หมอวิทยา ถิฐาพันธ์ นอกจากอาจารย์หมอจะเป็นหมอที่ดูแลการตั้งครรภ์ท้องสองของสาลี่แล้ว อาจารย์หมอยังได้แชร์ประสบการณ์ชีวิตส่วนตัวของอาจารย์หมอในการเลี้ยงลูกให้กับสาลี่ด้วย


และนั่นก็ทำให้สาลี่พอจะได้คำตอบว่า "เราจะสอนภาษาให้ลูกอย่างไร ให้ดีที่สุด"
ประโยคสองประโยคของอาจารย์หมอที่สาลี่จำได้ขึ้นใจนั่นคือ "เราสอนภาษาไทยยังไง เราก็สอนภาษาอังกฤษลูกเราไปอย่างนั้น" และ "อย่าไปสอนให้ท่องศัพท์เด็ดขาด สอนแบบนั้นน่ะสอนผิด" 

นี่แหล่ะค่ะที่โดนใจสาลี่ที่สุด สาลี่เห็นด้วยสุดใจกับคำแนะนำของคุณหมอ และอยากให้เพื่อนในเพจ "สร้างลูก 2 ภาษา" มีทัศนคติแบบนี้ด้วย

การเรียนภาษานั้นต้องเป็นไปด้วยกลไกของธรรมชาติ นั่นคือ เกิดจากการได้ยิน ตีความสิ่งที่ได้ยินจากบริบท (สถานการณ์ที่ได้ยินคนเขาใช้กัน)

จดจำ เลียนแบบ พูดตาม และนำมาใช้

เพราะฉะนั้นการสอนให้ท่องศัพท์ย่อมไม่ต่างอะไรกับการสอนให้แปล สาลี่ห้ามเสมอว่า อย่าสอนให้ลูกแปล ไม่ใช่สาลี่คิดว่า "การสอนให้แปล" เป็นสิ่งที่ผิดนะคะ แต่มันเป็นวิธีที่เหมาะกับการสอนเพื่อวัตถุประสงค์อื่น ที่ไม่ใช่การผลักดันให้ลูกกลายเป็นเด็กสองภาษา ที่สามารถ get got gotten (เข้าใจ) ภาษาต่างประเทศได้ในทันทีที่ได้ยิน เช่น ถ้าเราบอกว่า car /คารฺ/ ลูกก็ต้องเข้าใจทันทีว่า อ๋อ มัน คือ รถยนต์
โดยที่ไม่ต้องคิดถึงภาษาไทยก่อน (ลดขั้นตอนการแปล)

ไม่ต้องไปคิดถึงอะไรอื่นไกล ในคลาสเรียนภาษาอังกฤษ เวลาสาลี่กระตุ้นให้นักเรียนที่เรียน ลองพูดอธิบายอะไรสักอย่าง สิ่งสำคัญที่เป็นอุปสรรคในการเรียนคือ "การไม่รู้คำศัพท์" เพราะนักเรียนจะเอาแต่นึกอย่างเดียวว่า คำภาษาไทยคำนี้ จะแปลเป็นภาษาอังกฤษว่าอย่างไร

เช่น ฉันเดินไม่ไหว เอาแค่ประโยคสั้นๆ แบบนี้ พอนึกก็ติดกันแล้วจริงไหมคะ ดังนั้น สาลี่จึงไม่สอนให้แปล โดยใช้คำภาษาอังกฤษมาแทนที่คำภาษาไทย เพราะมันไม่สามารถแทนกันได้พอดี 100 เปอร์เซนต์และมันช้ามากค่ะ

อันที่จริง ประโยคที่ว่า "ฉันเดินไม่ไหว" สามารถพูดได้หลายวิธี เช่น
(1) I cannot walk. (2) I cannot keep walking. (3) I cannot walk anymore. (4) Please stop for a while. I think my legs are too tired. (5) Wait, wait....my legs ache.
เห็นไหมเอ่ย ว่า การสอนให้ลูกแปล ต่อไปในอนาคตจะมีผลเสียอย่างไร กว่าจะนึกถึงคำว่า (ฉัน = I) (เดิน = walk) (ไม่ = no) (ไหว = อะไรดีฟะ คำนี้) แล้วมันจะพูดออกได้ยังไงเอ่ย จริงไหมคะ
เพราะฉะนั้น ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ใครสอนลูกแบบไม่แปลอยู่แล้ว ยกนิ้วให้เลยค่ะ คุณมาถูกทางแล้ว แต่ถ้าใครสอนลูกให้แปลอยู่ พยายามเปลี่ยนแนวนะคะ หันมาใช้การพูดกับลูกบ่อยๆ ชี้ให้ลูกเห็นและเรียนรู้ศัพท์คำนั้น จากชีวิตจริง สอนแบบ Active ไม่ใช่ Passive นะคะ
เช่น ลูกจะลุกขึ้นและหัวจะชนโต๊ะ เราตะโกนออกไปว่า "Mind your head, honey!" /มายดฺ ยัวรฺ เฮดฺ ฮันนิ่/ พอลกลุก ไม่ทันระวัง หันชนโป๊ะ เราก็ยำอีกว่า "Mind your head." แล้วเอามือไปจับหัวลูกเบาๆ แล้วก็จับโต๊ะด้วย
ทำแบบนี้ เพื่อไกด์ให้ลูกรู้ว่า ต่อไปเวลาแม่พูดว่า "Mind your head." เนี่ยะ หนูต้องระวังหัวนะลูก

ก้าวสู่ความสำเร็จด้วยกันนะ !!!

ไม่มีความคิดเห็น